Archive for สุขสัปดาห์

“ระยะทาง” มีไว้สำหรับวัดปริมาณ “ความผูกพัน”

1. ไม่มีอะไรมากไปกว่า ขอบคุณ ครับพี่ ขอบคุณสำหรับมิตรภาพครับ (แขก)

2. มีบางสิ่งบางอย่างนำทางให้เรามาเจอกัน 

     มีบางสิ่งบางอย่างโยงใยให้ความสัมพันธ์ของพวกเราอุ่น

     ไม่รู้จะขอบคุณอะไร ที่พวกเราได้เป็นญาติกันนะคะ (จุ๋ม)

3. ตัวหนังสือคงจะปลอมความรู้สึกไม่ได้ อย่างที่พี่ๆบอกค่ะ

     ขอบคุณมากค่ะ พี่-พี่ (นกเอี้ยง)

4. ขอบคุณพี่ๆมากๆนะคะ ต้อมซาบซึ้งและขอบคุณมากๆค่ะ

     กด like ค่ะ! ขอบคุณนะคะ (ต้อม)

5. พี่อ้วนพี่เป้ทำให้รู้สึกถึงคำว่ามิตรภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ

     ทำให้ชิงรู้สึกว่าพวกเราเติมเต็มกันและน่ารักกันมากแค่ไหน

     รักพวกเรา ขอบคุณนะคะ (ชิงชิง)

6. คืนวันที่ 28 พค. 54 เป็นคืนที่ปอนด์เปิดอกเรื่องลับ ลวง พราง มากที่สุดเลย

     ขอบคุณพลังของพี่อ้วน+พี่เป้+Booktopia ด้วยนะคะ (ปอนด์)

‎7. ยินดีที่ได้รู้จัก คราวนี้คงจะได้พูดประโยคนี้ได้เต็มปากจริงๆซะทีค่ะ

     ขอบคุณสำหรับมิตรภาพของพี่ทั้งสองคนนะคะ (มอเอเม)

8. ขอบคุณสำหรับมิตรภาพนะครับ มา 3 ครั้ง ไม่มีครั้งใดไม่อบอุ่น

     พี่ๆทำให้ผมคิดถึงอุทัย เป็นจังหวัดแรกๆในประเทศไทย รัก btp (นายสายลม)

….

ข้อความข้างบนเป็น “ข้างหลังโปสการ์ด” ที่พวกเราแปดคน (พี่แขก จุ๋ม เอี้ยง ต้อม ชิงชิง ปอนด์ มอเอ และมิ้ว)

เขียนถึงพี่อ้วนและพี่เป้ พี่ชาย-พี่สาวที่น่ารัก ผู้เป็นเจ้าของร้านหนังสือ Booktopia

ในโอกาสได้ไปเยือนอุทัยธานี เมื่อ 28-29 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา

เป็นการเดินทางไกล 200 กว่า กม. กับความผูกพันที่เพิ่มขึ้นตามวัน-เวลา-ระยะทาง ระหว่างพวกเรา

มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นใน “อุทัยทริป” ครั้งนี้

บางคนเพิ่งมาเยือนเป็นครั้งแรก ขณะที่บางคนมาเยือนเป็นครั้งที่สี่แล้ว

หนึ่งในเรื่องราวดีๆเหล่านั้น คือ เราต่างเป็น “มิ่งมิตร” ของกันและกัน ทั้งเจ้าของบ้านและผู้มาเยือน

หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก…เมื่อวันนั้นมาถึง เนอะ ^.^

กระดาษแผ่นน้อยแผ่นนี้คือ “มิตรภาพดุจญาติมิตร” ของพวกเรา ^.^

ส่วนภาพนี้คือภาพทรงจำที่งดงามในความรู้สึก ^.^

Advertisements

ให้ความเห็น

สามสิ่งดีๆในอาทิตย์ที่ผ่านมา (part 2)

อาทิตย์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นอาทิตย์ที่เหน็ดเหนื่อยกับงานมั่กๆ
ตรวจโอพีดีถึงบ่ายกว่าๆทุกวันเพราะช่วงนี้เด็กป่วยเยอะ และเป็นฤดู DHF phobia ต้องอธิบายเรื่องเดิมๆเกือบทุกคน
อยู่เวรเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมายุ่งมาก ราวน์เสร็จเกือบบ่ายสามกว่าจะได้หม่ำข้าว งานนี้ GERD เล่นงานต้องหม่ำยา
(ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเบื่อมากๆสำหรับเรา)

แต่ในความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เราก็มีสิ่งดีๆ(ที่เรามองเห็นและรู้สึกไปกับมัน) ตั้งหลายอย่าง
อย่างน้อยก็สามอย่างข้างล่างนี้แหละ

1.หนังสือ…
ได้อ่านหนังสือทั้งที่ซื้อเองและได้รับจากคนอื่น ถูกใจไปซะทั้งหมด
คุยกับลูกสถาปนิกต่ำสิบ-อ่านแล้วหลงรักเด็กชะมัด ที่จริงก็เป็นคนรักเด็กอยู่แล้วนิ
เมื่อยอารมณ์-น้องสาวส่งมาให้ อ่านแล้วอารมณ์ดีหายเหนื่อยจากงานเลย
ปลาไม่มีประเทศ-เมกิส่งมาให้พร้อมลายเซ็นพี่อ้วน-วิรัตน์ โตอารีย์มิตร “สำหรับจุ๋มเท่านั้นเลย”

2.คน…
น้องแบ่งปัน หนึ่งในเด็กที่อยู่ในหนังสือคุยกับลูกสถาปนิกต่ำสิบ ได้อ่านบทสัมภาษณ์และเห็นฝีมือวาดภาพของน้อง น่ารักจริงเชียว จนอดใจขอเป็น FC ของน้องไม่ได้

ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังสือที่ส่งมาให้
คนที่รู้ทันกัน คนที่ชอบขโมยซีนเราเป็นประจำ แต่ก็ทำให้เราหัวเราะเอิ๊กอ๊ากได้เสมอ ^0^

3.เพลง…
เวลาคือของขวัญที่ดีที่สุด” คำร้องโดยพี่นิ่ม สีฟ้า
ความหมายโดนใจ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่เราหาซื้อไม่ได้
ฉะนั้นเราควรมีเวลาให้กับคนที่เรารักเขา เขารักเรา และเรารักกัน

ให้ความเห็น

สามสิ่งดีๆในอาทิตย์ที่ผ่านมา

ถามตัวเองว่า “ความสุขของวันนี้คืออะไร”
เอาเข้าจริง ทุกวันย่อมมีเรื่องดีๆ เพียงแค่เราอาจจะลืมมันไป
และไม่ได้จดมันใส่ใจเท่านั้นเอง

(สามสิ่งดีๆในอาทิตย์ที่ผ่านมา-นิ้วกลม)

“สามสิ่งดีๆในอาทิตย์ที่ผ่านมา” ของเรา

1.มีความสุขกับเรื่องวันวาน
จากภาพไม่กี่ภาพที่ก้อง tag มา ทำให้รำลึกความหลังเมื่อครั้งเป็น resident

2.ของขวัญทำมือที่ทำด้วยใจ เริ่มหยิบๆจับๆได้แล้ว ^.^

3.เด็กน้อยที่เราดูแลมากว่า 2 เดือน นน.ขึ้น แตะ 1,000 กรัมแล้ว (จาก780 กรัม)

4.(ขอแถม1)
ได้อ่านนิตยสารดีๆ หลายเล่ม+หลายเรื่อง ได้เปิดตา+เปิดใจของเราให้กว้างขึ้น

5.(ขอแถม2)
ได้มีปฏิสัมพันธ์บนพื้นที่ล่องหน(FB)กับพี่ปลาอ้วน-วิรัตน์ โตอารีย์มิตร นักเขียนคนโปรดของเราอีกคน

มีเพื่อนแซวว่าเกินสามสิ่งแล้วนะ ก็เลยตอบเพื่อนไปว่า..
“ก็มันมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นเยอะอะ ทำไงได้ จริงๆมากกว่านี้อีกนะเว้ย”

Comments (2)

เราหลายหลายคน

3-4 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ยกให้เป็นอีกหนึ่ง “สุขสัปดาห์”
เพราะได้ใช้เวลากับผู้คนที่คุ้นเคยและรู้สึกดีๆต่อกัน

เที่ยงๆบ่ายๆวันเสาร์
ไปโต๋เต๋กับน้องชายคนกลางและหลานชายที่ฟิวเจอร์ปาร์คฯ
เจตนาคือต้องการซื้อ Note book
ก่อนไปดูคอมพ์ได้พากันไปหม่ำอาหารกลางวันที่ Sizzler
เจ้าหลานชายก็ซ่าส์ ป่วน(มาก) ตามประสาเด็กๆ
รู้สึกชื่นชมบรรดาพ่อๆแม่ๆที่อดทนในการดูแลให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้น
เข้าใจว่าน่าจะเหนื่อยน่าดู แค่อาหารหนึ่งมื้อของเราก็พอจะบอกได้แล้ว
แต่เชื่อว่าเป็นความเหน็ดเหนื่อยที่ก่อให้เกิดความสุข

หลังจากได้ Note book สมใจ
ก็แยกย้ายสลายโต๋กับน้องชายและหลาน เพื่อมุ่งตรงไปยังสยาม
แวะร้านหนังสือ คิโนะคุนิยะ @สยามพารากอน ได้หนังสือติดไม้ติดมือมาสองสามเล่ม
จากนั้นก็เดินต่อไปยังงาน Smile @ ราชประสงค์
จุดหมายหลักก็คือแวะทักทาย+อุดหนุนโปสการ์ดของคู่รักนักเขียน “นิ้วกลม&ชิงชิง”
โชคดีช่วงที่ไปถึงผู้คนที่บูธยังไม่มาก ได้โอภาปราศัยกับเอ๋เล็กน้อย
และให้น้องฝากตัวอักษรไว้บนกระดาษอีกหลายๆแผ่น
ส่วนชิงชิงง่วนอยู่กับการวาดภาพสีน้ำบนสมุด Portrait เลยไม่ค่อยได้คุยกัน
น้องๆใจดีให้โปสการ์ดมาหนึ่งชุด ก็เลยอุดหนุนน้องๆกลับด้วยโปสการ์ดหนึ่งชุดเช่นกัน ^o^

งานนี้เอ๋ต้องรีบกลับก่อน เหตุผลคือดูบอลคู่เยอรมัน-อาร์เจนตินา (พร้อมพากษ์บอลผ่าน twitter)
แอบแซวน้องไปว่า ให้พี่เชียร์ทีมเยอรมันมั้ย เพราะรู้สึกว่าตัวเองเชียร์ทีมไหนทีมนั้นแพ้ทุกทีมเลย
น้องบอกเชียร์ได้เลย เพราะทีมนี้ไม่มีอาถรรพ์ (อารมณ์ตอนพูดดูมั่นอกมั่นใจมากๆ)
หลังจากแยกย้ายกันกับน้องๆทั้งคู่
เรา ที่ประกอบด้วยพี่แขก จุ๋ม น้องต้อม เดินกลับไปยังสยามพารากอนเพื่อหม่ำข้าวมื้อค่ำกันที่ Otoya
อาหารมื้อเล็กๆ กับคนสองสามคน ก็ให้ความรู้สึกดีเหมือนเดิม
ต้อมยังพูดน้อย(เมื่อเทียบกับพี่) แต่ก็ดูจะพูดเยอะขึ้น พี่แขกยังเหมือนเดิม ยกเว้นป่วนเราน้อยลง ^0^
เสร็จจากอาหารมื้อเล็กๆ ก็พากันไปดูฟุตบอลคู่ที่หลายคนคงตั้งตาชม โดยมีไอ่นายตามมาสมทบทีหลัง
พวกเราได้ที่ดูฟุตบอลกันที่ลานน้ำพุข้างสยามพารากอน ซึ่งมีผู้ร่วมชมปริมาณเยอะพอสมควร
เป็นครั้งแรกที่ได้เชียร์บอลท่ามกลางผู้คนมากมาย
เป็นครั้งแรกที่ได้ดูบอลโลกครั้งนี้อย่างจริงจังจนจบเกมส์
เป็นครั้งแรกที่เชียร์ทีมไหนแล้วทีมนั้นไม่แพ้
ได้ยินเสียง+ท่าทีดีอกดีใจของคนที่เชียร์เยอรมัน ก็สนุกดี แต่ลึกๆก็สงสารทีมอาร์เจนตินาไม่น้อยเลย
จบค่ำคืนนี้ด้วยสายฝนที่หล่นลงมาอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาฟ้าที่หลั่งให้กับทีมอาร์เจนตินารึเปล่า

วันอาทิตย์ได้ตื่นสาย สบายๆ
ช่วงกลางวันต้องไปทำธุระที่เดอะมอลล์งามวงศ์วาน
ชวนน้องชายคนสุดท้องไปหม่ำข้าวกลางวัน และแถมด้วยการดูหนังหนึ่งเรื่องที่เรากำลังอยากดู
หนังเรื่องที่ว่าคือ “เราสองสามคน” ความรู้สึกโดยรวมคือชอบ
ฉากแรกที่จี๊ดใจ ก็คงเป็นฉากที่ถั่วเขียวหาซื้อน้ำเต้าหู้มาให้ผิงแฟนสาวที่กินเจ ขณะที่อยู่ท่ามกลางทะเลทราย
ถ้าเราได้รับของจากใคร ที่เค้าหามาให้ด้วยความพยายามและจริงใจ ก็คงดีใจไม่น้อย
ในส่วนอื่นของหนังเรื่องนี้ที่ชอบ ก็คงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเวียดนาม
ความเป็นธรรมชาติของนักแสดง (รวมถึงความใสกิ๊กของเจ ^.^)
และคำพูดที่เล่นคำเกี่ยวกับความรู้สึกของนักแสดง ที่บอกว่า “ถ้าเรารู้ว่าเขารู้….”(จำไม่ได้ทั้งหมดน่ะ)
สำหรับตัวเองถ้าจะให้พูดเล่นคำตามความรู้สึกเหมือนในหนัง ก็คงจะพูดว่า

“เรารู้ว่าเขาไม่รู้ แล้วเราอยากให้เขารู้รึเปล่า แต่ไม่รู้มันก็ดีอยู่แล้วนี่นา”

….

Comments (3)

คิดถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน

“อยากเก็บคลื่นขาวขาว เอามาฝาก
อยากเก็บหาดทรายสวย สวยสะอาด
น้ำทะเลใสใส สดใส แต่เก็บไม่ได้
อยากเก็บคลื่นขาวขาว เก็บไม่ได้
อยากหยิบทะเลใส ใส่ในขวด
แต่คงไม่สวย ไม่ใส ไม่ใช่ทะเล
จึงมีแต่เปลือกหอย ตัวน้อยน้อย พอเก็บได้
เก็บใส่มือไว้ เก็บไว้ แทนทะเล
เก็บขึ้นสู่ฝั่ง เก็บไว้ เป็นความหวังว่า
แล้วอีกไม่ช้า เราจะกลับ ไปหาทะเล”

เสียงเพลง “ของฝากจากทะเล” ของพี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง
ดังแว่วมาจากเครื่องเสียงในห้อง
ฟังเพลงนี้ในช่วงนี้ ทำให้นึกถึงบรรยากาศเมื่อไม่กี่วันก่อน
ที่ได้ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ-แกงค์ฟลาเนอร์
แม้ไม่ได้หยิบจับสิ่งใดมาจากทะเล
แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้มาคือ ภาพความทรงจำดีๆในวันนั้น ที่พวกเราได้อยู่ด้วยกัน
และหวังเอาไว้ว่า..อีกไม่ช้าเราจะกลับไปหาทะเล
เหมือนในเนื้อเพลงบรรทัดสุดท้ายที่กล่าวไว้

8-9 พฤษภาคม 2553
ทริปอุทยานใต้ทะเลเกาะขาม(สัตหีบ)-พัทยา-ตลาดน้ำ 4 ภาค
ทำตามเสียงเรียกร้องของร่างกายและหัวใจ ที่ต้องการ “ทะเลบำบัด”
ห่างหายจากการเดินเล่นกินลมชมทะเลมาปีกว่า
สบโอกาสเหมาะ นัดรวมพลกับแกงค์ฟลาเนอร์รุ่นกลางไปจนถึงรุ่นเดอะ
สมาชิกประกอบด้วย…พี่แขก จุ๋ม เอี้ยง เมกิ ชิงชิง ต้อม และมิ้ลค์
เดินทางมุ่งหน้าสู่อุทยานใต้ทะเลเกาะขาม(สัตหีบ) เช้าวันที่ 8 พฤษภาคม
เพื่อนอีก 6 คนเดินทางจากกรุงเทพโดยรถเมกิ ส่วนเราเดินทางจากสระแก้ว
ทั้งสองกลุ่มมีวีรกรรมตั้งแต่ยังไม่ถึงเกาะขามเลย
รถของเมกิน้ำมันหมดเพื่อนๆต้องช่วยกันเข็นรถไปเติมน้ำมันที่ปั๊มใกล้ๆ
ส่วนเราก็หลงเข้าไปในฐานทัพเรือสัตหีบ

เมื่อถึงจุดนัดพบที่บริเวณจำหน่ายตั๋วเรือ พวกเราได้นั่งรถสองแถวต่อไปยังท่าเรือ
ในวันที่พวกเราเดินทางกันนั้นมีเพื่อนร่วมทางขึ้นเกาะเยอะมาก
บ้างมาเป็นกลุ่มใหญ่เพื่อทำกิจกรรมปลูกปะการังร่วมกัน
บ้างมาเป็นครอบครัว ทั้งปู่ย่าตายาย ไปจนถึงรุ่นพ่อแม่ลูก ดูอบอุ๊นอบอุ่น
บ้างมาเป็นกลุ่มเพื่อนฝูง เหมือนกับพวกเรา
เดินทางด้วยเรือโดยสารลำโตที่จุคนจำนวนมาก ใช้ระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะขาม

ที่แห่งนี้…
น้ำทะเลใส สีฟ้าหลากเฉด งดงามมากมาย
ท้องฟ้าแดดจัดจ้า ฟ้าสีฟ้าสดใส งดงามเฉกเช่นเดียวกัน
มีฉลามตัวน้อยว่ายคลอเคลียชายหาดบริเวณที่เรานั่งอยู่ ประหนึ่งว่ามาต้อนรับ สร้างความตื่นเต้นเล็กๆให้กับพวกเรา
อาหารมื้อกลางวันของพวกเราที่เกาะ แซบนัวอูมามิมั่กๆประกอบด้วย ส้มตำ ไก่ย่าง ปลาหมึก+หอยย่าง ข้าวเหนียวและข้าวผัด
มีวิวสวยงามรอบเกาะ โดยเฉพาะเมื่อเดินผ่านสะพานไม้ไปสู่ด้านหลังของเกาะ
ความสวยงามของท้องฟ้า-ผืนน้ำ-ก้อนหิน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับพวกเรามากๆ
แค่ยืนนิ่งๆซึมซับความงามของทิวทัศน์ตรงหน้าก็คุ้มแล้ว
ส่วนสี่สาว..เอี้ยง-เมกิ-ชิงชิง-ต้อม ลงไปลอยคอรอคอยในทะเลเรียบร้อย
ที่เหลือก็ถ่ายรูปเล่นกันตามอัธยาศัย
กระทั่งสี่โมงเย็นก็ได้เวลาร่ำลาจากเกาะขามกันไป

บ่ายแก่ๆเมื่อแดดร่มลมตก พวกเราแวะไปเที่ยวชมบรรยากาศที่ไร่องุ่น Silver Lake
บรรยากาศสวยงามไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และจุดถ่ายรูปต่างๆ
โดยเฉพาะบริเวณกังหันลม ที่พวกเราใช้เวลากันพอสมควร
เสียดายที่แสงแดดโรยราไป ภาพที่ถ่ายกันมาจึงไม่สดใสเท่าที่ควร
แต่เราได้บันทึกความงามเหล่านั้นไว้ในความทรงจำเรียบร้อยแล้ว

ยามค่ำคืน หลังจากเข้าที่พักย่านคาร์ฟู-พัทยากลาง อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย รวมพลกันก็เกือบสามทุ่ม ท้องไส้เริ่มเรียกร้องหาอาหาร
แล้วเราก็ได้ไปหม่ำข่าวมื้อเกือบดึกที่ร้าน “มุมอร่อย-พัทยากลาง” ตามคำแนะนำของเพื่อนเราอีกที
แม้ว่าบรรยากาศของร้านจะไม่ติดทะเลและโรแมนติกเท่าสาขานาเกลือ แต่อาหารก็เอร็ดอร่อยไม่แพ้กัน
อิ่มท้องแล้วก็ไปตระเวณราตรีกันต่อที่ Walking Street @ Pattaya
เพื่อนบางคนยังไม่เคยมาเดินที่นี่ ส่วนเราเคยมาเมื่อหลายปีก่อน ความรู้สึกก็เหมือนเดิมคือ ป-ล-ง
กว่าจะกลับถึงห้องและได้ล้มตัวลงนอนก็เกินเที่ยงคืนแล้ว
ต่างคนต่างหมดสภาพ คงเพราะเจออากาศร้อนที่ทะเล ประกอบกับการเดินเท้าในระยะค่อนข้างไกลนั่นเอง

รุ่งขึ้น 9 พฤษภาคม 2553
เป็นเช้าที่ไม่ได้เร่งรีบเท่าไหร่ เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนกันเต็มที่
กว่าจะรวมพลกันครบก็ 11 โมงกว่าๆ
แล้วก็เริ่มปฏิบัติภารกิจ “ผลิตตัวอักษรบนโปสการ์ด”
เป็นการร่วมยำๆตัวอักษรเพื่อส่งไปให้เพื่อนที่ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน
จากนั้นก็เล่นเกมส์ “หมาป่า” ที่ชิงชิงภูมิใจนำเสนอมากๆ
เป็นเกมส์ที่สนุกสนาน แต่ถ้ามีเวลาฝึกวิทยายุทธ์อีกนิด คงจะมันส์กว่านี้ เพราะจะได้ลับเล่ห์เหลี่ยมให้แหลมคม
ขณะที่บางคนไม่ต้องฝึกเลยเพราะดูจะเจ้าเล่ห์ไม่ใช่น้อย แต่เสียใจด้วยที่ไม่ได้เป็นหมาป่ากับใครเค้า คงต้องรอโอกาสหน้าแล้วล่ะ ^.^

เที่ยงกว่าๆก็เคลื่อนพลไปเดินเที่ยวเล่นหาของรับประทานที่ตลาดน้ำ 4 ภาค พัทยา
ที่นี่ ร้านรวงเยอะดี ผู้คนก็เพียบ และแดดก็ร้อนมากๆเช่นกัน เล่นเอาท้อเลย
อาหารกลางวันของเราก็ยังเป็นส้มตำเช่นเคย เป็นการสนองนี้ดคนบางคนรวมถึงเราด้วย
อิ่มจากอาหารก็ถึงเวลาเดินชมร้านรวงต่างๆ ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือ
แต่เราก็ได้โปสการ์ดสวยๆจากหลายร้าน โดยเฉพาะร้าน ‘โปสกวน โปสการ์ด’
แม้ไม่ได้ส่งโปสการ์ดเหล่านั้นมาจากต้นทาง เพราะเวลาและอากาศไม่เอื้ออำนวย
ถึงตอนนี้บรรดาโปสการ์ดเหล่านั้นได้ออกเดินทางไปทำหน้าที่ของมันเรียบร้อยแล้ว 😀

บ่ายสามกว่าๆถึงเวลาแยกย้ายสลายโต๋กับเพื่อนๆที่กะเที่ยวต่อจนตะวันตกดิน
ส่วนเราก็ขับรถเข้าสู่ Motor way เพื่อเดินทางกลับสู่ที่พัก
แต่เนื่องจากไม่ค่อยได้ใช้เส้นทาง Motor way เท่าไหร่ พอเผลอคิดอะไรเพลินๆไปนิดก็เลยทางออกฉะเชิงเทราซะแล้ว
ในที่สุดก็ตัดสินใจไปกลับรถเพื่อเข้า Motor way อีกครั้ง ไกลถึงสุวรรณภูมิเลยทีเดียว
แม้จะเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกเป็นชั่วโมงและเสียค่าธรรมเนียมผ่านทางหลวงพิเศษเพิ่มอีก 60 บาท
แต่ก็นับว่าคุ้มกับการได้ใช้เวลาท่องเที่ยวกับคนที่เรารู้สึกดีและมีความทรงจำดีๆร่วมกัน
อยากจะบอกกับเพื่อนๆว่า
“คิดถึงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน” ชะมัด

คิดถึง…
พี่แขก-ชายผู้ซึ่งหลงรักการหม่ำส้มตำปลาร้า และสมหวังไปถึง 2 มื้อ
-ชายผู้ซึ่งอยากเป็นหมาป่าในเกมส์ นอกเกมส์พฤติกรรมก็ไม่ต่างกันเลยนิ
-ชายผู้ซึ่งขโมยซีนเราอยู่ตลอดเวลา
เอี้ยง -เหรัญญิกประจำทริป โชคดีที่ทริปนี้สีผิวของเพื่อนดูจะไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่
เมกิ -หญิงสาวผู้หลงไหลการถ่ายรูป+การเป็นนางแบบหน้ากล้องในคราว
เดียวกัน
ชิงชิง -หญิงสาวที่ร่าเริงที่สุดของทริปนี้ เวลาถูกใจสิ่งใดจะร้องเสียงดัง เย้เย้
เหมือนเด็กๆเลย
ต้อม -สาวที่พูดน้อยที่สุดในกรุ๊ป แต่ก็ดูมีความสุขดี
มิ้ลค์ -น้องชายที่เป็นตากล้องประจำทริป ขอบคุณที่ถ่ายรูปพี่ๆออกมางาม
กันถ้วนหน้า
จุ๋ม -ก็แค่คนธรรมดาที่ใจดี ^.^

Comments (3)

สุขสัปดาห์ที่มีสีสัน-บันทึกที่เดินทางช้า

20 ธันวาคม 2552 นัดกับก๊วนไปงานสีสรรกรุงเทพ @ สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์
ถึงที่งานบ่ายสองกว่าๆ เจอะเอ๋กับชิงกำลังง่วนขนของ(สมุดวาดมือ+อุปกรณ์)มาที่บูธริมน้ำ
มีโอกาสช่วยน้องทั้งคู่ขนของ+ตกแต่งบูธ+เป็นแคชเชียร์(สลับกับน้องกอล์ฟ)+เช็คยอดสินค้า(สลับกับน้องมิลค์) สนุกสนานดี ^.^
ได้เดินชมบรรยากาศในงานช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่บูธของเอ๋กับชิงชิง
เวลาเจ็ดชั่วโมงในวันนั้นช่างมีสีสันสมกับชื่องานจริงๆ

– ได้เห็นความสนุกสนาน รอยยิ้มของผู้คนที่แวะมาอุดหนุนสมุดวาดมือ+สมุดวาดภาพ portrait ฝีมือเอ๋กับชิง
– ได้เห็นความตั้งอกตั้งใจในการวาดภาพ+ระบายสีน้ำบนปกสมุดของเอ๋
พร้อมตัวหนังสือหลายๆตัวที่เซ็นให้แต่ละคน ประหนึ่งการแจกลายเซ็นงานสัปดาห์หนังสือย่อยๆเลยทีเดียว
– ได้เห็นความร่าเริงสดใสของชิงชิง ซึ่งดูจะมีความสุขและหนุกหนานมากมายกับกิจกรรมนี้
โดยเฉพาะเวลาอัพเดทยอดจำหน่ายแต่ละครั้ง จะได้ยินเสียงร้อง “ เย่ เย่ ” กับท่าลั้ลลาของน้องสาว น่ารักเหมือนเด็กๆเลยล่ะ
– ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนพ้องน้องพี่ ทั้งเพื่อนของชิงที่ช่วยขาย+ปรินท์โปสการ์ด
รวมถึงเหล่าฟลาเนอร์ที่รวมตัวย่อยๆกันอีกครั้ง งานนี้อยู่ยาวกระทั่งช่วยน้องๆปิดบูธและขนข้าวของไปเก็บที่รถของเอ๋ ก่อนแยกย้ายสลายโต๋หลังหม่ำข้าวมื้อดึก แม้บางคนป่วยอยู่ก็ลืมป่วยไปชั่วคราว ขณะที่บางคนมีภารกิจบางอย่างรออยู่

คนไปช่วยงานยังสนุกและมีความสุข เจ้าของบูธจะสนุกและสุขขนาดไหน คงจะได้เห็นจากทาง blog และ twitter ของน้องๆไปแล้ว

งานนี้ได้ภาพวาด portrait บนปกสมุดวาดมือจากฝีมือของคนทั้งคู่ รวมถึงถ้อยคำดีๆที่เขียนให้กันจากเอ๋ ชิงชิงและเพื่อนร่วมก๊วน

นอกจากสมุดวาดมือ ได้อุดหนุนโปสการ์ดที่ออกแบบโดยน้องทั้งสองมาอีก 19 ใบ
ขณะนี้โปสการ์ดเหล่านั้นได้ออกเดินทางไปหาเจ้าของ(รวมถึงเราเอง)ยังจุดหมายปลายทาง
บางคนคงได้รับแล้ว และหวังว่าจะมีความสุขเช่นเดียวกับผู้ส่ง

มีหลายถ้อยคำบนโปสการ์ดที่เราชอบ อาทิเช่น

“Forward mail คนได้อ่านเป็นพัน แต่โปสการ์ดใบนี้ฉันส่งให้เธออ่านคนเดียว”
“ไม่ส่งภาพวิวสวยๆมาให้ เพราะรู้ว่าเธอใส่ใจกับข้อความข้างหลังมากกว่า”
“ถ้าโปสการ์ดใบนี้เลอะเทอะ ให้รู้ไว้เถอะว่านั่นคือร่องรอยแห่งการเดินทาง”

หวังว่าจะมีงานหนุกๆมาให้ร่วมกิจกรรมกันอีกเน้อ

ปล…
1.บันทึกที่เดินทางช้า เนื่องจากยังมีอาการ sinusitis กวนใจเล็กน้อย ประกอบกับต้องไปประชุมที่สวนนงนุชวันที่ 24-25 จึงทำให้เว้นระยะไปนานจนเข้าสู่ศุกร์สุดท้ายของปี
2.มิตรภาพมันสวยงามขึ้นจริงๆ ^.^
3.ยินดีที่ได้อยู่เคียงข้างและช่วยเหลือนะน้องสาว
4.ซึ้งใจก๊วนนี้จริงจริ๊ง

 

(ภาพวาดฝีมือเอ๋เอ๋-ชิงชิง)

Comments (3)

สุขสัปดาห์ (อีกแล้ว)

จะต้องเหงากันอีกนานไหม ต้องนั่งถอนใจอีกกี่ครั้ง
จะต้องพบเจอกับรักที่ผิดหวัง กี่ครั้งถึงพอใจ
เปิดเพลงรักฟังอยู่คนเดียว มีรักข้างเดียวมันเปลี่ยวหัวใจ
มองไปรอบตัวก็ยังไม่เห็นใคร ทำไมต้องเป็นเรา

* คอยปลอบตัวเองต้องมีสักวัน ที่เจอคนที่เขาจริงใจ
ยังคอยบอกตัวเอง ว่าต้องมีสักวัน แต่ว่ามันก็ไม่รู้เมื่อไหร่

** โปรดส่งใครมารักฉันที อยู่อย่างนี้มันหนาวเกินไป
อยากจะรู้รักแท้มันเป็นเช่นไร มีจริงใช่ไหม
โปรดส่งใครมาเป็นคู่กัน ที่ไม่ทำให้ฉันเดียวดาย
ช่วยมาทำให้ฉันเข้าใจ และได้รักใครกับเขาสักครั้ง

มันอ้างว้างจนทนไม่ไหว พยายามห้ามใจ ไม่ได้สักวัน
อยากจะรู้จริงตอนคนเขารักกันมันเป็นเช่นไร
(ซ้ำ * , **)

โว้ว โฮ โฮ กับเขาสักครั้ง

ช่วยมาทำให้ฉันเข้าใจ และได้รักใครกับเขาสักครั้ง

สองสามวันมานี้ ฟังเพลงนี้วันละหลายๆครั้ง
คงเป็นจากกระแสของหนัง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ”
ที่นำเพลง “โปรดส่งใครมารักฉันที” มาเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์
ส่วนตัวชอบทั้งออริจินอลและเพลินจิตเวอร์ชั่น
ฟังทีไรก็จี๊ดๆหัวใจทุกทีสิน่า

เมื่อวันเสาร์ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ควงแขนกับน้องสาวคนสนิทไปดูหนังเรื่องนี้ ตามประสาสาวโสด
ระหว่างที่นั่งดูอยู่ก็ไม่ได้เหงาเท่าไหร่
อาจเพราะในเรื่องมีมุกตลกให้หัวเราะบ่อยๆ
แม้จะมีบ้างที่ทำให้ซาบซึ้งจนน้ำตาซึมๆ
และรู้สึกอิ่มใจ+สุขใจที่ได้ดู
แต่ก็ยังไม่ฮึดเท่ากับเหมยลี่นางเอกในเรื่องที่กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรๆ
ในยามที่กำลังเฝ้ามองรถไฟขบวนท้ายๆกำลังจะออกจากสถานีไป

ตอนนี้กำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘รถไฟ’ ของเรา
อยู่ที่จุดไหนบนรางรถไฟยาวๆสายนี้

หลังจากอิ่มอกอิ่มใจไปกับหนังรถไฟฟ้าฯ
ก็ถึงครานั่งรถไฟฟ้าไปต่อรถไฟใต้ดิน
โดยมีจุดหมายปลายทางที่งาน Book Expo ครั้งที่ 14
ครั้งนี้วางแผนมาแล้วว่าจะซื้อหนังสืออะไรบ้างและอยู่ที่บูธไหน
ไม่ต้องเดินแออัดฝ่าฝูงชนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ได้หนังสือตามต้องการ
ได้เจอคนที่อยากเจอหลายๆคน
ทั้งนักเขียนคนโปรด+คนพิเศษของเค้าทั้งหลาย
ทั้งเพื่อนพ้องน้องพี่ฟลาเนอร์และไม่ฟลาเนอร์
อ้อ ได้ทำความรู้จักกับน้องชายคนหนึ่งที่ชื่อ ‘มิลค์’ แต่บางคนถนัดที่จะเรียกว่า ‘มิว’ มากกว่า
อยู่ที่งานหนังสือตั้งแต่นักเขียนคนโปรดมาถึงเมื่อบ่ายสี่โมงกว่าๆ
จนกระทั่งสองทุ่มเกือบครึ่งที่นักเขียนเป็นอิสระจากการแจกลายเซ็น
งานนี้คงเมื่อยนิ้วน่าดู เห็นว่าเซ็นจนนิ้วเกือบพองเลยนิ
แต่คงเป็นความเมื่อยที่มาพร้อมกับความสุข

รายชื่อหนังสือที่ได้จากงานครั้งนี้
– อาจารย์ในร้านคุกกี้
– ปอกกล้วยในมหาสมุทร
– ระยะทางอันห่างใกล้
– ผม , มูราคามิ
– นักคิดของนักคิด
– ดาวหางเหนือทางรถไฟ
– ความสุข ณ จุดที่ยืน
– ความรู้สึกดีฯ 31
– ตามรักล่าหัวใจ
– มังกรเซน
– รุ้งในลมหนาว
– ภูแสนดาว
– เหมือนฟ้ามีพระอาทิตย์สองดวง
– ขอเพลงให้ตัวเองหน่อย
– การ์ตูนวรรณกรรมของ สนพ. Book wave 6 เล่ม
– รวมเรื่องสั้นวันโลกยิ้ม (เอี้ยงให้มา)
– H2L สูตรรักเคมีหัวใจ (พี่ตุ๊กตาให้มาเช่นกัน)

แยกย้ายสลายโต๋กับนักเขียน
ท้องไส้ก็เรียกร้องอาหารมาเติมลงในกระเพาะอาหารของแต่ละคน
รวบรวมพลพรรคได้ 8 คน
พี่จิว พี่แขก จุ๋ม เอี้ยง เมกิ ปอนด์ โอ๊ท น้องมิลค์
เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปจนสิ้นสุดที่สถานีบางซื่อ
จากนั้นนั่งรถของเมกิต่อไปยังร้าน “สราญรมย์” ที่แยกบางโพธิ์
ร้านนี้เป็นร้านใหม่ที่พวกเราไม่เคยมา ยกเว้นเมกิ
ตามปกติถ้านัดรวมพล มักไม่พ้นปาร์ตี้ @ ปาเต๊ะ
บรรยากาศโดยรวมของร้านโอเค อาหารรสชาติดี นักร้องร้องเพลงโอเค (อย่างน้อยก็ร้องเพลง Ost. รถไฟฟ้าฯ ใช้ได้ ^.^)
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ครื้นเครงตามสไตล์เราเรา
ทั้งเม้าท์+เอาคืน (รึเปล่านะ)+ขำขำท่าตีปีกของพี่แขก (เห็นครั้งเดียวก็เกินพอ)
งานนี้น้องมิลค์ดูจะถูกซักถามเยอะหน่อยจากบรรดาพี่ๆ
ก็รู้สึกดีที่น้องหันมาสนใจการอ่านหนังสืออื่นๆนอกเหนือจากหนังสือเรียน เพราะนักเขียนคนโปรดของพวกเรา
อาหารมื้อนี้มีเซอร์ไพรส์จากคนที่ตามมาทีหลังคือ ‘นาย’
ที่ครั้งนี้ทำเวลาได้ดีจนหลายคนแทบไม่เชื่อ(ไม่เกินครึ่งชั่วโมง)
ดีใจที่เรา(พี่สาว+น้องชายร่วมราศีเดียวกัน)คุยกันได้เหมือนเดิมๆ

เหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจให้เราได้หม่ำอาหารกันแบบชิลชิล
ไม่มีฝนตกมากระทบกายสักหยด
แต่หลังจากแยกย้ายกันไป ระหว่างเดินทางกลับหอน้อง
ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว
ไม่รู้ว่าฝนที่ตกทางนี้ หนาวถึงคนทางโน้นบ้างรึเปล่า
แต่เราก็หลับสนิทดีท่ามกลางเสียงฝนพรำ

Comments (7)

Older Posts »