แสงที่ตกกระทบใจ

โลกคือหนังสือหนึ่งเล่ม คนที่ไม่เคยเดินทางเหมือนอ่านหนังสือเพียงหน้าเดียว’
‘ชีวิตเหมือนสมุดบันทึก เดินทางยิ่งมาก ยิ่งมีเรื่องราวให้เขียนเยอะ’
‘เดินทางยังไงให้เป็นหนังสือ-กัมพูชาฯ’
‘เดินทางคนเดียว 3 วันในกัมพูชา ในช่วงวัย 27 ปี’
‘3 วัน-โลกข้างนอก 27 ปี-โลกข้างใน’
‘เดินทางคนเดียว นอกจากคุยกับคนอื่นๆยังได้คุยกับตัวเองด้วย’
‘บันทึกการเดินทาง คือ โลกข้างนอกและโลกข้างใน มาปะทะกัน’
‘สิ่งเดียวกัน คนเห็นไม่เหมือนกัน ทุกอย่างมีความงามซ่อนอยู่’
‘ทุกสิ่งในโลกก็เหมือนงานศิลปะนามธรรม’
‘เราเห็นโลกจากการเดินทาง เพราะเราพกตาและมุมมองของเราไปด้วยเสมอ’
‘โลกข้างในให้ความหมายกับโลกข้างนอก–เราแบ่งปันกัน เข้าใจกันมากขึ้น’
‘โลกข้างใน-ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หล่อหลอมให้เป็นเรา’
‘3 วัน ทำไมต้องคุยกับคนตั้งเยอะตั้งแยะ…เพราะ “เหงา” นั่นเอง’
‘เราอยู่บนโลกนี้คนเดียวไม่ได้ ชีวิตเป็นการเดินทางที่ยาวนาน และเงียบเหงาเกินกว่าจะเดินคนเดียว’
‘ถ้าชีวิตคือการเดินทาง ก็เพื่อเจอกับเรื่องราวระหว่างทาง เจอแบบจำลองในชีวิตเรานั่นเอง’
‘หนังสือแก่นพุทธศาสตร์ บอกเอาไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง’
‘อะไรคือความสวยงามบนโลกใบนี้ ที่เรามีเวลากันแค่สองหมื่นกว่าวัน’
‘เจ้าชายน้อย–สุนัขจิ้งจอกพูดกับเจ้าชายน้อยว่า “เธอต้องดูแลสิ่งที่เธอผูกพันด้วยตลอดไป”‘
‘เรามาอยู่กันบนโลกใบนี้เพียงชั่วคราว’
‘พริบตาเดียวในชีวิต เราควรดูแลคนที่เรารักและรักเรา เป็นอย่างดี’
‘กัมพูชา 3 วัน อาจไม่เข้าใจโลกข้างนอกมากเท่ากับเข้าใจโลกข้างใน’
‘ชีวิตเหมือนดอกไม้ มากกว่าปราสาทหิน อายุสั้น เปราะบาง แต่สวยงาม’
‘เราควรดูแลกันและกันให้ดี’
‘โลกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับมุมมองและผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต’
‘สำหรับ A+ การเดินทาง คือ สมุดบันทึกช่วงหนึ่งของชีวิต’

13 มีนาคม 2552
เดินทางเข้ากรุง ไปฟังเสวนาในงานเทศกาลปล่อยแสง2-จักรวาลแห่งความคิด
งานนี้มีเหล่านักคิดเจ้าของไอเดียหลายคนมา “ปล่อยแสง”
หนึ่งในนั้นก็คือนักเขียนคนโปรด-เอ๋ นิ้วกลม
นอกจากตั้งใจไปฟังสิ่งที่เอ๋พูด ก็ยังได้เจอกับใครๆหลายๆคน
ได้เจอผู้ใหญ่ใจดีคือ ป๊าและแม่ ทั้งสองท่านยังน่ารัก เป็นกันเองและอบอุ่น เหมือนทุกครั้งที่เราได้เจอกัน ^^

ได้เจอชิง ได้เจอกับก๊วน flaneur หลายๆคนที่มาเป็นกำลังใจให้กับคนพูดบนเวที ซึ่งมีแอบประหม่าช่วงแรกนิดนึง
เป็นการรอคอยที่คุ้มค่าจริงๆ เพราะกว่าเอ๋จะขึ้น “ปล่อยแสง” ก็ปาเข้าไปสามทุ่มกว่าๆ
แอบหิวเล็กน้อยพอทน แต่บางคนก็หิวพอควร😉

กว่าสิบนาทีที่เอ๋พูด น่าสนใจ ไม่เบื่อ เพราะมีหลายเรื่องราวที่เอามาฝากกัน
เห็นถึงความตั้งใจในการนำเสนอไอเดียครั้งนี้
มีคนบอกว่าเอ๋ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี (อย่างดีมากๆด้วยสิ)
เรื่องราวและรูปภาพสอดคล้องกันดี วนมาเป็นวงกลม – ฝากคนที่มองเห็นแวะมาบอกกันด้วยเน้อ
มีการเน้นถ้อยคำเป็นระยะๆ คำที่ต้องการ “ปล่อยแสง” ก็เน้นด้วยสีเหลือง
(อันนี้สารภาพว่าไม่ได้สังเกตเลย เพราะไม่ค่อยได้ดู ppt. มัวแต่บันทึกเรื่องราวที่นักเขียนพูด)

ประโยคข้างบนนั้น คือ สิ่งที่ได้จากการบันทึกในการ “รับแสง” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา
อาจไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน 100 % เหมือนที่เอ๋นำเสนอ
แต่เชื่อว่าคนที่ได้เข้าฟังวันนั้น คงเก็บเกี่ยวอะไรดีๆกลับบ้านไปด้วยพอสมควร
สำหรับเรา นอกจากแสงจะตกกระทบตาแล้ว มันยังกระทบใจอย่างแรงเลยล่ะ
คุ้มๆกับการเดินทางเข้ากรุงจริงๆ

1 ความเห็น »

  1. เสียดายไม่ได้ไป อยู่ตรงนั้นคงอุ่นเนอะ
    แสงเพียบเลย ^^

RSS feed for comments on this post · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: