Archive for ชีวิต

พอเพียง=เพียงพอ

ให้ความเห็น

เวลากับชีวิต

9j0YY5125995-01[1]

ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าจะเหลือเวลาของตนอีกนานเท่าไหร่
1 วัน 1 เดือน 1 ปี หรือ 1 ชั่วโมง
ฟังดูแล้วน่ากลัว แต่นี่คือความจริง
เวลากับชีวิตนั้นสัมพันธ์กันมาก เพราะเวลาที่ผ่านไปแต่ละวินาที
ย่อมกัดกร่อนชีวิตให้เหลือน้อยลงทุกขณะ
เมื่อย้อนกลับไปมองอดีต
คุณคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตได้คุ้มค่ากับเวลาที่ผ่านมาแล้วหรือไม่
มีอะไรบ้างที่คุณอยากทำแล้วไม่ได้ทำ
และสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่าเพียงพอกับเวลาที่สูญเสียไปหรือเปล่า
คุณให้เวลา ให้ความสำคัญกับคนที่คุณรักเพียงพอแล้วหรือยัง
คุณปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์
และใช้ชีวิตอย่างสมดุลแล้วหรือไม่
ถ้าคำตอบคือ ไม่ คุณคิดว่าคุณเหลือเวลาที่จะแก้ตัวอีกนานแค่ไหน
อย่าลืมว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา และเวลานั้นก็ใช้ชีวิตต่ออีกทีหนึ่ง
มีคำพูดที่ว่า จงใช้ชีวิต แต่อย่าให้ชีวิตใช้เรา

Don’t wait for what you want to come to you.
Go after it with all that you are, knowing that life will meet you halfway.
อย่ามัวแต่คอยให้โชคชะตานำอะไรมาให้
ต้องลุกขึ้นสู้ และพยายามไปให้ถึงเส้นชัยด้วยตัวคุณเอง
รวมทั้งอย่ารอคอยให้ใครมารัก ถ้าคุณไม่เริ่มต้นที่จะรักก่อน
Don’t feel like you’ve lost, when plans and dreams fall short of your hopes.
Anytime you learn something new about yourself or about life,
You have progressed.
และหากพบอุปสรรคขวากหนาม อย่าเพิ่งท้อถอย
จงเรียนรู้จากมัน เรียนรู้ว่าคนเราผิดพลาดกันได้
เรียนรู้ถึงการพลัดพราก เรียนรู้ถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอน
การเรียนรู้นั้นถือเป็นก้าวหนึ่งของความสำเร็จข้างหน้า
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่พรุ่งนี้ จะได้ไม่เสียใจกับอดีตที่ผ่านมา
ดังคำพูดที่ว่า
“อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ค่า
จงคิดว่าทุกๆวันที่ผ่านพ้นไป คือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา”

เรื่องราวข้างบน อ่านมาจากหนังสือ “Rhythms of life, Melody of love”
เขียนโดย…กบในกะลา
เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตและความรัก
เป็นหนังสือเล่มที่เพื่อนสนิทของเราชอบมาก
เค้ามักจะหยิบขึ้นมาอ่านเสมอๆ ในห้วงเวลาที่ชีวิตเป็นสีเทา
วันนี้มีโอกาสหยิบมาอ่านเพลินๆ แต่ก็ทำให้เราได้ย้อนคิดถึงอะไรหลายๆอย่าง
ทั้งเรื่องราวในอดีตที่ผ่านไปแล้ว รวมถึงเรื่องราวในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
และคิดถึงคนสองคนที่เรารักมากที่สุดในชีวิต

ความเห็น (3)

พาสมองเข้าห้องยิม

ช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือ “อัจฉริยะสร้างสุข” ของหนูดี วนิษา เรซ
อ่านไปได้เกือบครึ่งเล่มแล้วล่ะ เจอเนื้อหาที่น่าจะนำมาฝากกัน
เรื่องราวในบทที่ 4 – เราฝึกสมองให้สุขได้ ไม่ต่างจากการบริหารร่างกาย

แพทย์ในสายประสาทวิทยา แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารสมองให้มีความสุขและเลิกกัดกินความทุกข์ โดยอยู่บนพื้นฐานความจริงที่สามารถทำได้

ดร.เดเนียล เอเมน แพทย์ด้านสมองและจิตแพทย์คนดังแห่งเอเมนคลินิกเพื่อการดูแลและพัฒนาสมอง ได้ให้คำแนะนำไว้เป็นขั้นตอน ดังนี้

1.ต้องยอมรับและเข้าใจว่าความทุกข์และความเครียดมีผลร้ายและทำลายสมองได้จริงๆ
2.เรียนรู้ที่จะพูดคำว่า’ไม่’บ้าง
3.นอนหลับให้เพียงพอ
4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ประมาณสัปดาห์ละสามครั้ง
5.สวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นประจำ
6.หลีกเลี่ยงสารเคมีที่ทำร้ายสมอง ซึ่งส่งผลให้อารมณ์แปรปรวน
7.สารอาหารชั้นดีมีคุณกับสมองที่ควรรู้จัก
8.สร้างตารางเวลาให้การหัวเราะเป็นประจำทุกๆวัน

รู้สึกแย่จังที่ช่วงนี้ไม่ได้ทำอะไรดีดีให้กับสมองของตัวเองเลย
แถมยังเหน็ดเหนื่อยกับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นจากการตื่นตระหนกของผู้คน
และยังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่จะรับเชื้อมากกว่าคนอื่นๆ
ที่สำคัญตอนนี้มีผู้ป่วยเด็กยืนยันการติดเชื้อที่เราต้องดูแลอยู่ 1 ราย
โชคดีที่เด็กอาการไม่หนักมาก อีกไม่นานคงได้กลับบ้าน
ไงก็ขอให้เพื่อนพ้องน้องพี่ทั้งหลาย รักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงไว้เน้อ

- ด้วยความเป็นห่วง -

ความเห็น (6)

คนก็เป็นเหมือนวงกลม

คน ก็เป็นเหมือนวงกลม

มีหลายด้านให้มอง…

มี 360 องศา ให้เดินค้นหา มองเห็น

แต่คนเรามักจะหยุดอยู่แค่องศาแรกที่มองเห็น
และยึดติดว่าสิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้ในด้านนั้น
เป็นทุกอย่างของคน คนนั้น ไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อคน คนนั้นเริ่มหมุน
เปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ให้ได้ดู ได้เห็น ได้รับรู้บ้าง
กลับบอกว่าเขา – เปลี่ยนไป

ฉะนั้น การจะรู้จัก คบหากับใครสักคน
ต้องเดินวนให้ครบ 360 องศา ก่อน .. ใช่มั้ย
ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าคน คนนั้นมีกี่มุม ให้ได้มอง

forward mail จากพี่ชาย

อ่านแล้วชอบ

อ่านแล้วคิดถึงทั้งตัวเอง

และคิดถึงใครต่อใคร

ความเห็น (3)

You make me want to be a better man…

เขาเป็นผู้ชายปากร้าย เขาไม่ค่อยแคร์ใคร ทำให้ไม่มีเพื่อน

เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งที่ตอนแรกก็ไม่ได้ประทับใจอะไรในตัวเขาเลย

หลังจากรู้จักกันไปพักหนึ่ง เธอถึงได้รู้สึกกับเขาขึ้นมาบ้าง

แต่ก็ระอาในความปากร้ายของเขา จนคิดอยากจะเลิกหลายหน

วันหนึ่งเธอขอให้เขาพูดคำดีๆสักคำที่ทำให้เธอรู้สึกดี

ด้วยนิสัยที่ไม่เคยพูดจาดีๆกับใคร เขาคิดอยู่นานเพราะกลัวว่าจะเผลอพูดอะไรแย่ๆ เหมือนที่ผ่านมา

ในที่สุดเขาก็บอกเธอได้เพียงว่า…คุณทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

- You make me want to be a better man -

เธอยิ้มออกมาอย่างดีใจและตอบเขากลับไปว่า เป็นคำชมที่ดีที่สุดในชีวิตที่เธอเคยได้รับ

เขาไม่ได้เอ่ยปากคำว่า “รัก” แม้แต่คำเดียว แต่ฉันมั่นใจว่า “ความรัก” ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

ความรักไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำร้ายใคร

และหน้าที่หนึ่งของความรักคือทำให้คนที่อยู่ด้วยอยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

ข้อความข้างบนนั้นอ่านมาจากหนังสือ “เมื่อฉันลืมตาแล้วโลกเปลี่ยนไป”

เขียนโดย…ผมอยู่ข้างหลังคุณ-นพ.พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ซึ่งเป็นบล็อกเกอร์หนังยอดนิยมเจ้าของผลงาน ‘หนังสือรัก’ และ ‘องศาที่ 361′

สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวเสริมกำลังใจที่ได้แรงบันดาลใจจากหนัง

 

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้บอกเอาไว้ว่า…

ถ้าลืมตาขึ้นมาแล้วยังหายใจอยู่ แปลว่าเราได้รับโอกาส ให้ใช้ชีวิตอีกครั้ง

เพราะฉะนั้น เมื่อเรายังมีโอกาส เราควรจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุด (เท่าที่เราจะทำได้)

ความเห็น (3)

รักเติมช็อกโกแลต

ความรักเริ่มขึ้นเมื่อคนคนหนึ่งรู้สึกว่า

ความต้องการของอีกคนมีความสำคัญ

เท่ากันกับของตัวเอง

 

ความสุขที่สุดในชีวิต คือ

ความมั่นใจว่าเราเป็นที่รัก

รักในสิ่งที่เป็น

หรือแม้แต่ว่าทั้งที่เราเป็นเช่นนี้

 

ความรักหาได้ตามืดบอด

ความรักเห็นมากกว่า ไม่น้อยลง

แต่เพราะรักเห็นได้มากกว่า

รักจึงเต็มใจที่จะเห็นน้อยลง

 

รักหาใช่อะไรอื่น หากคือการค้นพบตัวเราในผู้อื่น

และความยินดีที่จดจำได้

 

ถามเด็กบางคนว่า-รักคืออะไร

เด็กหญิงเล็กๆคนหนึ่งตอบว่า

รัก คือ ตอนที่แม่อ่านนิทานให้ฟังก่อนนอน

รักแท้ คือ ตอนที่แม่ไม่อ่านข้ามสักหน้าเลยค่ะ

 

วิธีที่จะรักสิ่งใดได้ คือ การรับรู้

ว่าอาจจะสูญเสียสิ่งนั้นไป

 

มีแต่วิญญาณที่ไม่รู้จักรักเท่านั้น

ที่ไร้รักอยู่บนโลกนี้

 

 

บางประโยครักรักจากหนังสือ

ด้วยรักและช็อกโกแลต-Love added a little Chocolate”

 

หนังสือที่หลายคนบอกว่าดี เห็นผ่านตามานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านสักที

เล่มที่ได้อ่านนี้ เป็นเล่มที่พิมพ์ครั้งที่ 16 ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

พอได้อ่านก็รู้สึกดี อิ่มเอมใจ หลายเรื่องก็เหมือนเป็นกระจกที่สะท้อนให้เราเห็นตัวเองในอีกบางมุม

คงเหมือนคำโปรยหนังสือที่บอกเอาไว้ว่า เมื่ออ่านแล้วจะรู้สึกว่า

 

ชีวิตคือของขวัญล้ำค่า

 

รู้สึกขอบคุณคนที่มอบของขวัญล้ำค่าชิ้นนี้แก่เรา

สัญญาว่า จะรักษามันไว้ให้ดีที่สุด ^^

ความเห็น (2)

ยางลบ-กระจก-กระโถน

สมัยเด็กๆครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่า
เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพเราห้ามใช้ยางลบ

ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักท่าไหร่
รู้แต่เพียงว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว ฉันก็อยากจะให้มันตรงสวย
แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น
ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ
สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆนั้นไปตามจินตนาการ
เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันอาจเผลอวาดตากลมโตเกินไป

ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆนั้นเป็นแว่นตาแทน
แม้นตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ
และแม้นฉันจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นมาก่อน
แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ

แถมยังภูมิใจว่าสามารถวาดภาพภาพนั้นด้วยความมั่นใจ
และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

 

เวลาผ่านไปฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่าสิ่งที่ครูสอนวันนั้น
แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน

นั่นคือการเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด
ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน
และในชีวิตหนึ่งก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั้งใจ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น
และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆได้ก็คือ
การที่ฉันเข้าใจว่าธรรมชาติของความผิดพลาด
คือ การที่มันเกิดขึ้นแล้วจะคงอยู่ถาวร
ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบลบความผิดพลาด
แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง


ดังนั้นถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว
การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอแหกกฎ

เพื่อใช้ยางลบกลับไปแก้ไขมันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ
และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากยิ่งขึ้น
ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อที่จะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม
แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้
ดังนั้นเราต้องตั้งใจและมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น
ถึงแม้นภาพที่เราวาดออกมาจะไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่
แต่มันก็ออกมาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ
ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง
เพราะถึงอย่างไร ฉันยังเชื่อว่าถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่

ภาพชีวิตเราก็งดงามได้โดยไม่ต้องใช้ยางลบ

 

 

ข้อความข้างบนนั้น เป็น Forward mail ที่ส่งมาจากพี่ชายคนหนึ่ง

อ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นจริงในชีวิตบางอย่าง

คงเพราะมีบางช่วงที่เราเองอยากหยิบยางลบมาใช้

แต่คงไม่มียางลบก้อนไหนสามารถ ลบ” สิ่งที่เราต้องการได้

ก็เลยหยิบคาถาวิเศษประจำตัวเวลาที่มีปัญหามาใช้

นั่นก็คือ…”แล้วสุดท้าย..มันก็จะผ่านพ้นไป”

 

นอกจาก ยางลบ” แล้ว เวลาที่เรามีปัญหา มีอีกสองอย่างที่คิดว่าพอช่วยได้

นั่นคือ กระจก” และก็ กระโถน”

 

กระจก” เอาไว้สะท้อนให้เห็นปัญหา ทำให้มองปัญหาได้กว้างขึ้น หลายมุมขึ้น

กระโถน” ชื่อไม่น่าเป็นเลยเนอะ แต่ขอบอกว่าอันนี้จำเป็นมากๆ

เอาไว้คอยรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆก็ตาม

(เพราะไม่มีโอกาสได้พูด ต้องคอยฟังซะมากกว่า)

แค่นี้เรื่องราวในใจ ก็เบาบางลงเยอะ ไม่รู้คนอื่นๆเป็นเหมือนกันบ้างมั้ย 

แต่ใครที่รับหน้าที่นี้นะ ถือว่าได้ทำบุญให้กับคนคนนึงเลยล่ะ

 

ก่อนหน้านี้ สองหน้าที่ข้างบนนั้น เราก็เคยทำอยู่บ่อยๆ เหนื่อยบางครั้งแต่ก็เต็มใจ

คงมีบางช่วงที่เราอาจใช้บริการผู้อื่นบ้าง หวังว่าเค้าคงไม่เหนื่อยเกินไป

 

 

ความเห็น (2)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.