Archive for พฤศจิกายน, 2009

มีตอนจบ…รออยู่เสมอ

ความสุขและความทุกข์เกิดขึ้น ตามปกติในชีวิตผู้คน
เราต้องการเฉพาะความสุขและไม่อยากให้ความทุกข์เข้ามารบกวน
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากธรรมชาติของชีวิตเป็นเช่นนี้
ต่อเมื่อตระหนักรู้ว่าชีวิตคืออะไรนั่นแหละ สุขทุกข์จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตน้อยลง
หรือถ้าลึกซึ้งกับธรรมชาติของชีวิตได้ ก็จะไม่ไหลไปตามกระแสความสุขหรือความทุกข์

ธรรมชาติของสรรพสิ่งมีคุณสมบัติอันหลากหลาย
หนึ่งในนั้นคือ เมื่อสิ่งใดเริ่มต้นก็จะมีตอนจบรออยู่
การเริ่มต้นและการจบเกิดขึ้นเป็นประจำและนับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละชีวิต
ความรักจบได้เช่นเดียวกับความเกลียด
ความสุขและความทุกข์จะสิ้นสุดเสมอ
ใจเราวางมาตรฐานไว้เรียบร้อยแล้วว่าสิ่งใดไม่อยากให้เริ่มและสิ่งใดไม่อยากให้จบ
ผู้คนต้องรับมือกับเรื่องไม่เสถียรทำนองนี้ตลอดอายุขัย
และการสิ้นสุดมักตามมาด้วยความหม่นเศร้า
มันเศร้าเพราะเราไปยึดติดว่าเป็นของเรา…

ตอนจบรออยู่ในทุกเรื่องและทุกสิ่ง
บ่อยครั้งที่ตอนจบของเรื่องใดก็ตามเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้จบ
ชีวิตผู้คนตั้งอยู่บนความพลัดพราก
จริงอยู่ว่าการพบก็มี ทว่าถึงที่สุดแล้ว การพลัดพรากจริงกว่า
แต่จะไม่เกิดการพลัดพรากเลยหากไม่มีการเริ่มต้น
สิ่งใดที่เริ่มต้น-จะมีตอนจบรออยู่
เราไม่ค่อยชอบการพลัดพราก หากก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะชีวิตผู้คนตั้งอยู่บนการพลัดพราก

การสิ้นสุดหรือตอนจบของสิ่งต่างๆเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ
หากจะรวมให้เป็นสาเหตุเดียว
การสิ้นสุดหรือตอนจบของทุกสิ่งเกิดขึ้นเนื่องจากถึงวาระที่ต้องจบ
ไม่ว่าใครก็มีวาระนี้ติดอยู่กับชีวิต และวันหนึ่งชีวิตของแต่ละคนก็จะเดินไปถึงปลายทาง
ชีวิตผู้คนเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่นานทางชีวิตก็จะปิดลง
เราไม่อยากให้การปิดลงมาถึง
แต่ไม่มีใครต่อต้านธรรมชาติของชีวิตได้สำเร็จ
การยอมรับและคล้อยตามย่อมมีประโยชน์มากกว่าต่อต้าน

มนุษย์อาจฝืนโชคชะตาได้บ้าง
แต่เราฝืนธรรมชาติของชีวิตไม่ได้
สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิด เรื่องไม่อยากให้จบก็จบ
และบ่อยครั้ง สิ่งที่อยากให้เกิดกลับไม่เกิด
สิ่งที่อยากให้จบยังไม่ยอมจบ…จนกว่าจะถึงเวลาอันพอดีของวาระต่างๆ

โลกหมุน แต่เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุน
กลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืน และกลางคืนเปลี่ยนเป็นกลางวันอย่างแนบเนียน
ชีวิตมีทั้งช่วงเวลาที่มืดมิดและสว่างไสว
ชีวิตหมุนเคลื่อนอยู่ตลอด
เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุนได้ แต่เราควรตระหนักรู้ว่าโลกหมุน
ซึ่งเป็นการหมุนเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นและการสิ้นสุดของสรรพสิ่ง

เรื่องราวข้างบนมาจากนิตยสารขวัญเรือน ฉบับ 912 ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ “จ.ม.ล.” เขียนโดย…ญามิลา หรือ คุณวิรัตน์ โตอารีย์มิตร
ในหัวข้อ “มีตอนจบ…รออยู่เสมอ”
กลับมาอ่านซ้ำหลังจากดู DVD ภาพยนตร์เรื่อง Departures รู้สึกเข้าใจยิ่งขึ้น
ชีวิตเราได้เห็นภาพ “คนที่จากไป” อยู่บ่อยๆ ซึ่งรวมถึงบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเราเอง
ส่วนภาพของ “คนที่ยังอยู่” ก็ได้เห็นในหลายๆสถานการณ์ สิ่งที่เหมือนกันคือภาพความเศร้าที่เกิดขึ้น
หากผ่านการเตรียมใจมาบ้าง ภาพความเศร้านั้นไม่ค่อยกระทบใจเราเท่าไหร่
แต่ถ้าการจากไปนั้นเกิดอย่างกะทันหัน ไม่ได้เตรียมใจกันมาก่อน มันหดหู่ในความรู้สึกของเราชะมัด
แม้จะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้อยู่บ่อยๆ ก็ยังไม่รู้สึกชิน

ในส่วนเรื่องราวของความสุข-ความทุกข์
มันก็วนเวียนสลับไปมาในชีวิตเรา บางวันสุขม้ากมาก อีกวันก็ทุกข์ซะเหลือเกิน
ตอนนี้พยายามจูนอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้อยู่ระดับกลางๆ
อาจมีบ้างบางวันที่ความรู้สึกไม่ค่อยเสถียร
ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องวางมันลง แล้วบอกกับตัวเองว่า
“แล้วสุดท้ายมันจะผ่านพ้นไป”
และในที่สุดมันก็ผ่านไปจริงๆ แต่จะใช้เวลานานเท่าใด คงขึ้นอยู่กับตัวเราเอง…

ความเห็น (7)

เราต่างเป็นลมหายใจของกัน

‘หนังสือ’ จะมีชีวิตขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยเราสองคน
คนหนึ่งเขียน อีกคนหนึ่งอ่าน

หนังสือที่ไม่มีผู้อ่านย่อมมิอาจมีชีวิต ทั้งตัวละครและตัวอักษรจะกระโดดโลดเต้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อ่านอนุญาตให้มันมีชีวิต-ด้วยการอ่านนั่นเอง
มิเพียงอนุญาตให้ตัวหนังสือมีชีวิต แต่ผู้อ่านอย่างคุณนี่เองที่อนุญาตให้ผู้เขียนมีชีวิตด้วยเช่นกัน หากไม่มีผู้อ่าน โลกของผู้เขียนคงจะเหว่ว้าไม่ใช่เล่น ดังเช่นการหันหน้าเข้าหากำแพงแล้วพ่นคำพูดอยู่คนเดียวโดยไร้คนเหลียวมาสนใจ
คุณลุง ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ เคยกล่าวว่า “ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน”
แม้พญาอินทรีได้โบยบินจากโลกใบนี้ไปแล้ว ทว่า ตราบที่ยังมีผู้อ่านอ่านงานของท่าน ผมคิดว่า ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ ในฐานะนักเขียนย่อมมิสิ้นลมหายใจ ด้วยผู้อ่านนี่เองที่เป็นผู้ต่อลมหายใจให้ตราบนานเท่านาน
แม้ผู้เขียนลาจากไป แต่ลมหายใจและความคิดในห้วงเวลานั้นได้ถูกบรรจุเก็บไว้ใส่หนังสือ รอมือของผู้อ่านสักคนมาเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรก เพื่อ ‘ต่อลมหายใจ’ แล้วความคิดในชีวิตช่วงนั้นของผู้เขียนคนนั้นก็จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เห็นไหมครับว่า คุณผู้อ่านอย่างคุณมีความสำคัญสำหรับผู้เขียนถึงเพียงไหน
ผู้อ่านสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องมีนักเขียน
ทว่า นักเขียนมิอาจดำรงสถานะนักเขียนเอาไว้โดยไร้ผู้อ่าน
 

ผมเองยังไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘นักเขียน’
เพราะคิดว่ายังไม่มีความชำนาญด้านการเขียนเพียงพอกับคำว่า ‘นัก’ ถึงกระนั้นผมก็มีความสุขที่ได้เขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน
‘คนอื่น’ ที่นอกเหนือไปจากตัวเอง และพ่อแม่ของผม

ผมเริ่มต้นเขียนหนังสือด้วยความรู้สึกว่าอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ใครสักคนฟัง โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘ใคร’ คนนั้นเป็นใคร
ระหว่างที่คนเขียนหนังสือทั้งหลายนั่งอยู่หลังแป้นคีย์บอร์ด ประจันหน้ากับจอคอมพิวเตอร์ เขามิอาจรู้เลยว่าผู้ที่จะมานั่งอ่านตัวหนังสือที่เขาเขียนเหล่านั้นจะเป็นใคร และบางครั้งก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จะมีคนอ่านตัวหนังสือที่ฉันกำลังเขียนอยู่ไหม

แน่นอนครับ เวลาที่ได้รู้ว่ามีคนอ่านตัวหนังสือของเรา คนเขียนหนังสือย่อมดีใจเป็นธรรมดา เพราะมันเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้พูดอยู่คนเดียว ไม่ได้เปล่าเปลี่ยวอยู่ในโลกแห่งตัวอักษร
ครั้งแรกที่ผมได้รับจดหมายจากผู้อ่าน หัวใจผมเต้นราวกับจะกระเด็นออกมา
จดหมายฉบับนั้นส่งสัญญาณว่า ในโลกแห่งตัวอักษรอันกว้างใหญ่ เราได้มาพบกัน
เรา–ผู้เขียนกับผู้อ่าน

แรกเริ่มเดิมที เมื่อนั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังเขียนหนังสือ แต่พอมาช่วงหลัง ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังนั่งคุยกับผู้อ่านที่หายใจอยู่อีกด้านหนึ่งของหน้ากระดาษ
ร่างกายของเราอยู่ไกลกัน ทว่า สายตาของเราจับจ้องตัวหนังสือตัวเดียวกัน
หากจะกล่าวให้โรแมนติกสักนิดคงพูดได้ว่า เราสบตากันผ่านตัวหนังสือ
ตัวหนังสือที่อยู่ในดวงตาของผมตอนเขียน เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ในดวงตาของคุณตอนอ่าน
เช่นกันกับ ‘ตัวนี้’

ระยะห่างระหว่างผู้เขียนจะว่าไกลก็ไกล แต่จะว่าใกล้ก็ใกล้กันเหลือเชื่อ!
เราคงไม่มีโอกาสเดินสวนกันบนโลกกลมโตใบนี้ง่ายๆ
ทว่า เราพบกันได้เพราะหนังสือ

เมื่อได้พูดคุยผ่านตัวหนังสือกันบ่อยเข้า เราก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะกลายเป็นคนรู้จักกัน และนั่นคงเป็นความรู้สึกของคุณผู้อ่านบางคนหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของผมไปสักสามเล่ม
ก็มันเล่นเขียนแต่เรื่องของตัวเอง!
พี่น้องผู้อ่านที่อ่านงานของผมหลายเล่มจึงรู้ตื้นลึกหนาบางของผมไม่น้อยไปกว่าเพื่อนสนิท
และบางครั้ง ความรู้สึก ‘สนิทกัน’ ก็เกิดขึ้นจริงๆ

ทุกครั้งที่ไปเซ็นหนังสือ ผมจะรู้สึกเหมือนได้ไปเติมพลัง เมื่อได้ฟังถ้อยคำดีๆ เมื่อมีคนบอกว่าตัวหนังสือเรากระทบความรู้สึกของเขาอย่างไร เมื่อมีคนถามไถ่ถึงหนังสือเล่มใหม่ และเมื่อได้เห็นผู้อ่านหน้าเก่าๆ ที่ยังเดินเข้ามาทักทายกัน
“ขอบคุณที่ยังอ่านกันอยู่”
“ดีใจที่ได้เจอกันอีก”
ผมรู้สึกเหมือนที่พูดออกไป

หลายคนที่เจอกันทุกปี หลายคนที่จำชื่อได้ หลายคนที่จำหน้าได้แม่นแต่ดันลืมชื่อ!
ดูคล้ายเราจะนัดกันปีละสองหน เจอกันในงานหนังสือแห่งชาติ ถามไถ่ความเป็นไปว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ไหนแล้ว และคำถามเชยๆอย่าง “สบายดีไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้วตอบกลับมาว่า “สบายดี”
ผมทราบดีครับว่า ในช่วงระหว่างที่เราไม่ได้เจอกันนั้นคงมีช่วงที่เราทั้งคู่ ‘ไม่สบาย’ อยู่เหมือนกัน และระยะห่างระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียนก็คงไม่ใกล้พอที่จะรับรู้ทุกสิ่งราวกับญาติสนิทมิตรสหาย
แต่ในช่องว่างของระยะห่างนั้นก็มี “มิตรภาพ” ก่อเกิดขึ้น

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงคุณ เพื่อที่จะกล่าวคำขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มอบให้กัน
ผู้อ่านบางคนบอกให้ผมได้ดีใจว่า ในบางเวลาตัวหนังสือของผมช่วยทำให้เขามีพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป ผมอยากจะบอกกับคุณผู้อ่านเช่นกันว่า ตัวหนังสือของคุณ ถ้อยคำดีๆ รอยยิ้มและมิตรภาพที่มอบให้นั้น ก็เป็นพลังที่ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือต่อไป และอยากทำให้มันดียิ่งขึ้นเช่นกัน
ความมหัศจรรย์ของพลังใจอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง มันมักจะกระเด้งไปมาเสมอ

มีประโยคหนึ่งของคุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งผมชื่นชอบ
“ผู้อ่านอนุญาตให้เป็นนักเขียน”
อย่างที่บอกไปแหละครับว่า ผมยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน และยังไม่แน่ใจว่าผู้อ่านอนุญาตหรือยัง แต่ผมรู้สึกดีใจที่ผู้อ่านหลายคนอนุญาตให้ผมเป็นเพื่อน

เป็นเพื่อนในโลกแห่งตัวอักษร
เป็นเพื่อนที่คุยกันผ่านหน้ากระดาษ
ผมคิดว่าคำกล่าวของพญาอินทรีเป็นความจริง
“ผู้อ่านเป็นลมหายใจของนักเขียน”
เมื่อรู้ว่ามีเพื่อนอ่านอยู่ ผมจึงเขียน
และยังมีลมหายใจอยู่ในโลกของการเขียน
ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันในโลกใบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักครับ

เรื่องราวข้างบนเป็นจดหมายจากนักเขียนหนุ่มนามว่า–นิ้วกลม
ที่เขียนอยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 1526 หน้า 51
ในหัวข้อ “ถึง…คุณผู้อ่านที่รัก’

ความเห็น (3)

สุดที่รัก-รักที่สุด

‘สุดที่รัก’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘พ่อแม่’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘พี่น้อง’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘เพื่อนสนิท’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
สัตวเลี้ยงฉันออกลูก ฉันก็พูดกับมันว่า… “รักที่สุด”
ต้นไม้ฉันออกดอก ฉันก็บอกมันว่า… “รักที่สุด”
‘สุดที่รัก’ กลับมาถามในวันหนึ่ง… “ตกลงเธอรักฉันที่สุดหรือเปล่า?”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘สุดที่รัก’ ถาม… “แล้วพ่อแม่ พี่น้อง กับคนอื่นๆล่ะ ไม่ได้รักที่สุดเหรอ?”
ฉันตอบ… “รักที่สุดเหมือนกัน”
สุดที่รักโมโห… “ฉันเป็นสุดที่รักของเธอ เธอต้องรักฉันที่สุดคนเดียว”
ฉันคิด.. นิดหนึ่ง… “แต่ฉัน…รักที่สุดทุกคน”
สุดที่รักงอน… “คนหลายใจ…ไปตายซะ”
ฉันผิดตรงไหน ที่ฉันรักคนสำคัญในชีวิตฉันทุกคน?
ฉันสับสน…
ฉันจึงไปกระโดดน้ำตาย…ตามคำสุดท้ายของสุดที่รัก
ฉันขึ้นไปบนสะพานที่สูงที่สุด กระโดดลงไปในแม่น้ำตรงจุดที่ลึกที่สุด
ฉันไม่ตาย…เพราะฉันว่ายน้ำเป็น…และฉันก็รักตัวเองที่สุด…
ฉันว่ายน้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ จากแม่น้ำออกทะเล
จากทะเลออกมหาสมุทร ว่ายจนกว่าจะสุดทาง
ผ่านเกาะ ผ่านประเทศต่างๆ…มากมาย
แล้วฉันก็วนกลับมาที่เดิม สะพานเดิมที่ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ฉันค้นพบแล้วว่า…
โลกกลม มีเกาะ มีประเทศ ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆบนโลก ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกเกาะ ทุกประเทศ มีความสำคัญ มีหนึ่งเดียว และอยู่ทุกมุมสุดของโลก
เหมือนความรักของฉัน…เป็นทรงกลม
มีคนสำคัญ…ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆของความรัก
แต่ละคนมีหนึ่งเดียว ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกคนคือ ‘สุดที่รัก’ และฉันก็ ‘รักที่สุด’

เรื่องราวข้างบน มาจากหนังสือ “นิทานบัวไร” เขียนโดยคุณบัวไร
อ่านแล้วชอบ
ถ้ามีคนมาถามเราว่า…ในช่วงชีวิตหนึ่ง จะมีคนที่เรารักที่สุดกี่คน?
ตอนนี้มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วล่ะ ^.^

ความเห็น (5)