ความสุขและความทุกข์เกิดขึ้น ตามปกติในชีวิตผู้คน
เราต้องการเฉพาะความสุขและไม่อยากให้ความทุกข์เข้ามารบกวน
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากธรรมชาติของชีวิตเป็นเช่นนี้
ต่อเมื่อตระหนักรู้ว่าชีวิตคืออะไรนั่นแหละ สุขทุกข์จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตน้อยลง
หรือถ้าลึกซึ้งกับธรรมชาติของชีวิตได้ ก็จะไม่ไหลไปตามกระแสความสุขหรือความทุกข์
ธรรมชาติของสรรพสิ่งมีคุณสมบัติอันหลากหลาย
หนึ่งในนั้นคือ เมื่อสิ่งใดเริ่มต้นก็จะมีตอนจบรออยู่
การเริ่มต้นและการจบเกิดขึ้นเป็นประจำและนับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละชีวิต
ความรักจบได้เช่นเดียวกับความเกลียด
ความสุขและความทุกข์จะสิ้นสุดเสมอ
ใจเราวางมาตรฐานไว้เรียบร้อยแล้วว่าสิ่งใดไม่อยากให้เริ่มและสิ่งใดไม่อยากให้จบ
ผู้คนต้องรับมือกับเรื่องไม่เสถียรทำนองนี้ตลอดอายุขัย
และการสิ้นสุดมักตามมาด้วยความหม่นเศร้า
มันเศร้าเพราะเราไปยึดติดว่าเป็นของเรา…
ตอนจบรออยู่ในทุกเรื่องและทุกสิ่ง
บ่อยครั้งที่ตอนจบของเรื่องใดก็ตามเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้จบ
ชีวิตผู้คนตั้งอยู่บนความพลัดพราก
จริงอยู่ว่าการพบก็มี ทว่าถึงที่สุดแล้ว การพลัดพรากจริงกว่า
แต่จะไม่เกิดการพลัดพรากเลยหากไม่มีการเริ่มต้น
สิ่งใดที่เริ่มต้น-จะมีตอนจบรออยู่
เราไม่ค่อยชอบการพลัดพราก หากก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะชีวิตผู้คนตั้งอยู่บนการพลัดพราก
การสิ้นสุดหรือตอนจบของสิ่งต่างๆเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ
หากจะรวมให้เป็นสาเหตุเดียว
การสิ้นสุดหรือตอนจบของทุกสิ่งเกิดขึ้นเนื่องจากถึงวาระที่ต้องจบ
ไม่ว่าใครก็มีวาระนี้ติดอยู่กับชีวิต และวันหนึ่งชีวิตของแต่ละคนก็จะเดินไปถึงปลายทาง
ชีวิตผู้คนเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่นานทางชีวิตก็จะปิดลง
เราไม่อยากให้การปิดลงมาถึง
แต่ไม่มีใครต่อต้านธรรมชาติของชีวิตได้สำเร็จ
การยอมรับและคล้อยตามย่อมมีประโยชน์มากกว่าต่อต้าน
มนุษย์อาจฝืนโชคชะตาได้บ้าง
แต่เราฝืนธรรมชาติของชีวิตไม่ได้
สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิด เรื่องไม่อยากให้จบก็จบ
และบ่อยครั้ง สิ่งที่อยากให้เกิดกลับไม่เกิด
สิ่งที่อยากให้จบยังไม่ยอมจบ…จนกว่าจะถึงเวลาอันพอดีของวาระต่างๆ
โลกหมุน แต่เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุน
กลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืน และกลางคืนเปลี่ยนเป็นกลางวันอย่างแนบเนียน
ชีวิตมีทั้งช่วงเวลาที่มืดมิดและสว่างไสว
ชีวิตหมุนเคลื่อนอยู่ตลอด
เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุนได้ แต่เราควรตระหนักรู้ว่าโลกหมุน
ซึ่งเป็นการหมุนเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นและการสิ้นสุดของสรรพสิ่ง
…
เรื่องราวข้างบนมาจากนิตยสารขวัญเรือน ฉบับ 912 ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ “จ.ม.ล.” เขียนโดย…ญามิลา หรือ คุณวิรัตน์ โตอารีย์มิตร
ในหัวข้อ “มีตอนจบ…รออยู่เสมอ”
กลับมาอ่านซ้ำหลังจากดู DVD ภาพยนตร์เรื่อง Departures รู้สึกเข้าใจยิ่งขึ้น
ชีวิตเราได้เห็นภาพ “คนที่จากไป” อยู่บ่อยๆ ซึ่งรวมถึงบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเราเอง
ส่วนภาพของ “คนที่ยังอยู่” ก็ได้เห็นในหลายๆสถานการณ์ สิ่งที่เหมือนกันคือภาพความเศร้าที่เกิดขึ้น
หากผ่านการเตรียมใจมาบ้าง ภาพความเศร้านั้นไม่ค่อยกระทบใจเราเท่าไหร่
แต่ถ้าการจากไปนั้นเกิดอย่างกะทันหัน ไม่ได้เตรียมใจกันมาก่อน มันหดหู่ในความรู้สึกของเราชะมัด
แม้จะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้อยู่บ่อยๆ ก็ยังไม่รู้สึกชิน
ในส่วนเรื่องราวของความสุข-ความทุกข์
มันก็วนเวียนสลับไปมาในชีวิตเรา บางวันสุขม้ากมาก อีกวันก็ทุกข์ซะเหลือเกิน
ตอนนี้พยายามจูนอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้อยู่ระดับกลางๆ
อาจมีบ้างบางวันที่ความรู้สึกไม่ค่อยเสถียร
ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องวางมันลง แล้วบอกกับตัวเองว่า
“แล้วสุดท้ายมันจะผ่านพ้นไป”
และในที่สุดมันก็ผ่านไปจริงๆ แต่จะใช้เวลานานเท่าใด คงขึ้นอยู่กับตัวเราเอง…