คนเล่าเรื่อง

IMG_0494

* สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (เอ๋) *
นักเขียนอิสระ(Writer)/นักสร้างสรรค์งานโฆษณา(Creative)

โดยส่วนตัวแล้ว เขาไม่เรียกตัวเองว่านักเขียน
แต่เป็นเพียงคนเล่าเรื่อง ที่เสนอความคิดโดยใช้ตัวหนังสือเป็นสื่อ
ว่างกว้างก็หาเวลาไปเปิดหูเปิดตานอกบ้าน
หาเรื่องใหม่ๆ มาประดับสมอง
ว่างแคบก็ขยันเพิ่ม มองหาสิ่งต่างๆรอบตัว
มาถมสนามในใจให้เรียบพอวิ่งเล่นได้
ไม่ว่าจะจากที่ไกลหรือในบ้าน
เขาไม่ลืมที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้คนแวดล้อมได้รับรู้

วันคืนปกติ สราวุธยังคงขยับนิ้วกลมๆ เขียน —
เพื่อรอเล่าเรื่องต่อๆไป

เกียรติศักดิ์ : ในฐานะที่เป็นนักเขียนที่มีความรู้เรื่องโฆษณา เคยรู้สึกไหมว่า งานเขียนของเรา จะต้องคำนึงถึงหลักการโฆษณาด้วยเหมือนกัน เช่นต้องคิดว่าเล่มไหนจะขายได้เท่าไหร่ หรือเขียนอย่างไรถึงจะขายดี

สราวุธ : เวลาเขียนหนังสือพยายามเขียนให้มันออกมาจากตัวเราก่อนครับ เพราะตอนทำโฆษณาก็ทำงานตามโจทย์มาตลอดอยู่แล้ว ตอนทำงานเขียนก็อยากให้เป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวเราจริงๆ แต่โดยธรรมชาติของตัวเอง และจากที่เรียนสถาปัตย์มาก็คิดว่าไม่ได้ทำงานตามใจตัวเองเท่านั้น แต่คิดถึงผู้คนที่จะมาใช้ผลงานที่เราออกแบบด้วย หากจะคิดคงไม่ได้คิดถึงการตลาดครับ เรียกว่าคิดถึงคนอ่านมากกว่า

เกียรติศักดิ์ : คิดได้โดยอัตโนมัติหรือเปล่า

สราวุธ : เหมือนถูกสอนให้คิดถึงผู้ใช้มาตลอดครับ พอมาเขียนหนังสือก็เหมือนกับออกแบบเก้าอี้ เราไม่ได้แค่ต้องการเก้าอี้หน้าตาแปลกๆ เท่ๆ เท่านั้น แต่ต้องคิดด้วยว่าคนนั่งจะนั่งสบายไหม เวลาเขียนก็คิดถึงคนอ่านว่าเขาอ่านแล้วจะเข้าใจไหม จะรู้สึกเท่าที่เรารู้สึกหรือเปล่า

เกียรติศักดิ์ : อะไรที่เป็นตัวคุณมากกว่ากัน ระหว่างนักเขียนกับครีเอทีฟโฆษณา

สราวุธ : ถ้าแบ่งการสื่อสารออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนเนื้อหากับส่วนนำเสนอ ผมว่าการเขียนหนังสือของผมจะเน้นไปส่วนเนื้อหา แต่โฆษณาจะเน้นไปทางการนำเสนอ ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นตัวผมทั้งสองอย่าง ผมได้คำตอบนี้ตอนอยู่ที่ลอนดอน เพราะว่าไม่เคยหยุดทำงานนาน 6-7 เดือนอย่างนี้เลย พอไปอยู่ที่โน่นมีวันนึงที่รู้สึกเหมือนเป็นเมนส์ หงุดหงิด หาสาเหตุไม่ได้ จนได้มาอ่านหนังสือชื่อ The Artist’s Way เขาแนะนำว่าให้ระบายความรู้สึกด้วยการจดบันทึกทุกเช้า คล้ายๆกับการตื่นมาขี้ตอนเช้า ที่ผ่านมาเราไม่ได้ขี้ทางความคิดเท่าไหร่ ไม่ได้ฟังเสียงตัวเองจริงๆ แล้วมีอะไรที่ไม่ได้ระบายออกมาบ้าง พอได้เขียนออกมาก็เหมือนได้สำรวจตัวเอง จนพบว่ามีอย่างนึงที่ไม่ได้ทำ ก็คืองานโฆษณา เหมือนสมองซีกขวาหยุดทำงานไป 6 เดือน รู้สึกเลยว่างานโฆษณาจำเป็นในชีวิตเหมือนกัน ทำให้เราได้คิดอะไรที่เป็นจินตนาการนอกกรอบ ไม่ต้องใช้หลักเหตุผลมาก ต่างจากการเขียนบทความหรือคอลัมน์ซึ่งต้องเชื่อมโยงเหตุและผลเข้าด้วยกันค่อนข้างเยอะ พอคิดได้อย่างนั้น ก็รู้สึกโชคดีที่ได้ทำอาชีพที่ได้ใช้ทั้งสมองซีกขวาและซีกซ้ายไปพร้อมๆกัน

เกียรติศักดิ์ : สมมติวันนึงเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทโฆษณาไล่ออก ต้องออกมาเขียนหนังสือเป็นอาชีพหลักจริงๆ จะไหวไหม คงจะต้องมีแรงกดดันมากขึ้นไปอีกหรือเปล่า

สราวุธ : ผมว่านิสัยอย่างนึงที่ได้มาจากสถาปัตย์และการทำงานโฆษณาก็คือความอดทนและความมีวินัย เพราะว่าก่อนเข้าสถาปัตย์ก็ไม่ได้อึด ไม่ได้ถึกขนาดนี้ แต่พอถูกฝึกให้นอนดึก ถูกฝึกให้ต้องส่งโปรเจ็กต์ให้ตรงเวลา ทำให้ต้องมีวินัยมากขึ้น ยิ่งทำงานโฆษณายิ่งแล้วใหญ่ เพราะว่าลูกค้าต้อง launch campaign ตามตาราง อย่างเรื่องเขียนหนังสือ ผมก็มีตารางล่วงหน้าไว้คร่าวๆ เหมือนกัน ว่าปีนี้จะมีเล่มไหนออก ปีหน้าจะมีเล่มไหน ก็กำหนดวันส่งโปรเจ็กต์กับตัวเองเอาไว้ด้วย ยิ่งไม่มีอาจารย์มาจ้ำจี้จ้ำไชก็ยิ่งต้องมีวินัยกับตัวเอง หากต้องเลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียวก็คงต้องทำงานให้สม่ำเสมอและมีวินัยมากๆครับ

เกียรติศักดิ์ : ถ้าถึงวันนึงที่จำเป็นต้องเลือกทำซักอย่าง บอกได้ไหมจะเลือกอะไร

สราวุธ : ถ้าต้องเลือกจริงๆ ก็เลือกเขียนหนังสือครับ ผมว่าแต่ละคนก็มีสิ่งที่อยู่ข้างในไม่เหมือนกัน คนๆนึงจะมีคุณค่าต่อเมื่อได้เป็นตัวเอง การเขียนหนังสือเป็นการบอกเล่าความคิดของเราออกไป เป็นสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกว่าเรามีค่า เราตอบตัวเองได้ว่าทำไมจึงต้องมีเราอยู่บนโลกนี้ ก็เพราะเราเป็นเรา และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเป็น ถ้าเกิดว่าเราอยู่เพื่อที่จะเป็นอย่างคนอื่น เราจะรู้สึกกับตัวเองว่า แล้วคุณค่าของเราคืออะไร !!!

เรื่องราวข้างบน เป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ ‘Conversations with Architects Series-คุยกับสถาปนิกกลายพันธุ์’
เป็นบทสนทนากับสถาปนิกกลายพันธุ์ 9 ท่าน ซึ่งสัมภาษณ์โดยคุณนิธิ สถาปิตานนท์ และ คุณเกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์
หนึ่งในสถาปนิกกลายพันธุ์ที่ถูกสัมภาษณ์และคนที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์เป็นคนโปรดของเราทั้งคู่
นั่นคือ เอ๋-สราวุธ และ พี่เกี๊ยง-เกียรติศักดิ์
เขียนบทนำโดยคนโปรดของเราอีกคน พี่จิก-ประภาส ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบสถาปนิกกลายพันธุ์
พี่จิกบอกว่า…

“ไม่ได้ยกตัวเทียบเท่าลูกศิษย์ที่เดินตามเพลโตเพื่อฟังคำสอนครอบจักรวาล
แต่ในความคิดของผมแล้ว นักศึกษาทุกวิชาชีพไม่ควรเรียนวิชาชีพของตัวเองเพียงอย่างเดียว
เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องกลายพันธุ์หรือเปล่า
เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า วิชาชีพที่เขาแบ่งให้เราเรียนทุกวันนี้ มันเหมาะกับเราแล้ว”

อ่านบทสัมภาษณ์ของเอ๋ในหนังสือต่างๆมาหลายเล่ม อยากบอกว่าบทสัมภาษณ์ในเล่มนี้จัดอยู่ในความชอบลำดับต้นๆ
ได้รู้จักเอ๋ในอีกบางแง่มุม ได้เห็นผลงานภาพวาดการ์ตูนสมัยประถม-มัธยมของเอ๋ ขำๆและน่ารักดี
งานนี้เรียกว่าอ่านกันจนคุ้มเลย ทั้งภาพและเนื้อหารวมๆกันสิบกว่าหน้า (p.90-117)
หลายครั้งเคยแอบอิจฉาคนที่เรียนสถาปัตย์ ที่ดูเหมือนจะทำอะไรได้มากมาย
เป็นได้ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียน ผู้กำกับฯ ฯลฯ
แต่ที่สุดแล้ว เราก็รักในวิชาชีพของเรา อาจเพราะมันเหมาะกับเราแล้ว
ถึงวันนี้ตั้งแต่เรียนจบมาจึงยังไม่กลายพันธุ์ ^^

7 ความเห็น »

  1. มอเอ. กล่าว

    บล็อควันนี้มีคำว่า สราวุธ ตั้งแปดครั้งแหน่ะ
    ((ถ้านับไม่ผิดอ่ะนะ))

  2. mango กล่าว

    ตัวหนังสือพี่เอ๋นั่งสบายจริง ๆ ด้วยแหละ :)

  3. ชายกลาง กล่าว

    เอ้วววววววววววววววว สราวุธ

  4. ตามมาฟังเรื่องเล่า ^^

  5. star กล่าว

    เมื่อวานหยิบเล่มนี้มาดูยังนึกถึงพี่จุ๋มอยู่เลย
    ชอบตอนที่พี่เกี๊ยงคุยกับพี่บอย ตรัยด้วยแฮะ :)

  6. jummdcu กล่าว

    ^
    ^
    ^

    ชอบด้วยเหมือนกัน รวมถึงสถาปนิกกลายพันธุ์ท่านอื่นๆด้วย
    เป็นหนังสือที่มีบทสัมภาษณ์ที่น่าอ่านทั้งนั้นเลย
    ทั้งคำถามที่โดนๆ และคำตอบที่ไม่คาดว่าจะได้รู้

  7. pattararanee กล่าว

    ว่าจะไม่เม้นท์ละ

    เพราะว่า



    วุ

    ตลอดดดดดดดดดดด

RSS feed สำหรับความคิดเห็นในหน้านี้ · TrackBack URI

ให้ความเห็น