Archive for มิถุนายน, 2009

เคยมั้ย ?

เคย
เป็น
มั้ย

แค่
ได้
คิดถึง

ก็
เป็น
สุขใจ

และ

เคย
เป็น
มั้ย

แค่
ได้
คิดถึง

ก็
จี๊ดหัวใจ
ทู้กที

ความเห็น (6)

น้องพี

ฉันและเธอ
เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เราไม่เคยพบหน้ากัน
เรามีโอกาสเจอะเจอกันผ่านตัวอักษรบนกระดาษแผ่นน้อยในบางครั้ง
อาจเพราะโชคชะตา ที่นำพาให้เรามาเกี่ยวข้องกัน

ความตั้งใจหนึ่งเมื่อครบรอบวันเกิดที่ผ่านมา
คือการมอบของขวัญวันเกิดให้กับตัวเองด้วย “การให้”
ที่ได้ทำตามความตั้งใจไปแล้วคือ การบริจาคเครื่องดูดเสมหะให้กับ Respiratory Center ของโรงพยาบาล
เพื่อนำไปใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง จำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้หลังจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล
ขณะนี้เครื่องดูดเสมหะที่ว่าได้เอื้อประโยชน์ให้กับ “น้องปลื้ม”
เด็กชายที่ประสบอุบัติเหตุเลือดออกในสมอง โชคดีที่พ้นจากภาวะ ‘เจ้าชายนิทรา’
แต่โชคร้ายที่มีปัญหาติดเชื้อที่ปอดบ่อยๆ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือนี้
ถึงตอนนี้น้องปลื้มอาการดีขึ้นมากๆ สามารถกลับไปดูแลต่อที่บ้านได้แล้ว
เมื่อไหร่ที่หมดปัญหาเรื่องเสมหะในปอด เครื่องนี้ก็จะถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยรายอื่นๆต่อไป

ส่วนการให้ที่กำลังดำเนินการมาได้สักระยะแล้วคือ
การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กผู้ยากไร้ด้อยโอกาสในมูลนิธิศุภนิมิตรฯ
เด็กหญิงจากอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง
อาศัยอยู่กับคุณปู่ ซึ่งมีอาชีพประมง
มีพี่น้อง 5 คน เธอเป็นคนที่ 3
ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
เธอชอบวิชาวิทยาศาสตร์
กีฬาโปรดของเธอคือวิ่ง
โตขึ้นเธอฝันอยากเป็นคุณครู เพราะจะได้สอนหนังสือ
พรุ่งนี้ (27 มิถุนายน 2552) เธอมีอายุครบ 9 ปีเต็ม
หวังว่าการให้ของเราจะส่งผลให้ความฝันของเธอเป็นจริง

‘สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้านะ…น้องพี’

ความเห็น (5)

แบ่งปัน

เธอกักขังตัวเองไว้นานเท่าไร ไม่รับใครเข้ามา
ความปวดร้าวในคราวนั้นที่มันฝังใจ
อย่าแบกให้เหนื่อยล้า

มองที่ฉันคนนี้ที่รักเธอมานาน
คนที่เธอนั้นมองผ่านเรื่อยมา
อย่าเพิ่งคิดว่าชีวิตของเธอไม่มีค่า
ฉันขอรักษาเธอได้ไหม

ให้เธอแชร์ความช้ำในหัวใจมาให้ฉัน
แบ่งมันมาจนเธอนั้นสบายใจ
และจะแชร์ความรักไปให้เธอเก็บไว้
ใส่มันลงแทนที่ในหัวใจที่เธอปวดร้าว

เธอเกลียดเขาขนาดไหน
ในหัวใจยิ่งคิดไปคิดมา
ความอ่อนไหวในวันนี้
ที่เธอนั้นมีนั่นแหละคือปัญหา

มองที่ฉันคนนี้ที่รักเธอมานาน
คนที่เธอนั้นมองผ่านเรื่อยมา
อย่าเพิ่งคิดว่าชีวิตของเธอไม่มีค่า
ฉันขอรักษาเธอได้ไหม

ให้เธอแชร์ความช้ำในหัวใจมาให้ฉัน
แบ่งมันมาจนเธอนั้นสบายใจ
และจะแชร์ความรักไปให้เธอเก็บไว้
ใส่มันลงแทนที่ในหัวใจที่เธอปวดร้าว

ให้เธอแชร์ความช้ำในหัวใจมาให้ฉัน
แบ่งมันมาจนเธอนั้นสบายใจ
และจะแชร์ความรักไปให้เธอเก็บไว้
ใส่มันลงแทนที่ในหัวใจที่เธอปวดร้าว

ตอนนี้กะลังอินกับเพลง “แชร์ – Share” ของวง Potato
โดยเฉพาะในเวอร์ชั่นของวง Klear
เพลงนี้แต่งคำร้องโดย…ฟองเบียร์ (คนที่แต่งเพลง-รักแท้ดูแลไม่ได้ ซึ่งโดนใจมั่กๆ)

บางครั้งเรื่องราวที่เราอยากจะแชร์กับใครสักคนนั้นอาจไม่ใช่เรื่องราวความรักเสมอไป
มีหลายครั้งที่เห็นใครบางคนที่เรารักทุกข์และท้อ จนเราอยากจะช่วยแบ่งปันความทุกข์นั้นมาไว้ซะเอง
และก็มีหลายครั้งเช่นกัน ที่ใครบางคนมาแชร์เอาความรู้สึกทุกข์ท้อในใจของเราไป

อยากจะขอบคุณใครบางคนนั้น ที่คอย ‘แชร์’ ความรู้สึกอันหนักอึ้งของเรา
ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันในวันที่ฟ้าเป็นสีเทาของเรา
ขอบคุณที่อดทนฟังคนคนหนึ่งฟูมฟายอยู่บ่อยๆ
ขอบคุณเหลือเกินที่ได้รู้จักกัน

ความเห็น (7)

เรื่องใกล้ตัว

คำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น1)
ฉบับที่ 6
——————————–

ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ(เอช1เอ็น 1) กำลังขยายตัวไปทั่วโลก และขณะนี้ประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแล้ว ซึ่งแม้ว่าผู้ป่วยโรคนี้มีอาการไม่รุนแรง ใกล้เคียงกันกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดิมที่เกิดขึ้นตามปกติ อย่างไรก็ตามการแพร่ระบาดจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเชื้อสายพันธุใหม่ คนทั่วไปไม่มีภูมิต้านทานโรค
สถานศึกษาเป็นแหล่งชุมชนกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาด และนำไปสู่การแพร่กระจายเชื้อโรคออกไปสู่ชุมชนได้ ดังนั้นเพื่อความาปลอดภัยของนักเรียน ครู อาจารย์ และเพื่อป้องกันการระบาดในสถานศึกษา กระทรวงสาธารณสุข จึงขอให้คำแนะนำสถานศึกษาในการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอช1 เอ็น 1) ดังต่อไปนี้

1. คำแนะนำทั่วไปสำหรับสถานศึกษา :

•  เผยแพร่ความรู้เรื่องโรคแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองติดโรค หรือแพร่โรคไปยังคนรอบข้าง
•  แนะนำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว เป็นต้น หยุดเรียนและพักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก (ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง) หรือหากมีอาการป่วยมาก ควรรีบไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์
•  ก่อนเริ่มการเรียนในแต่ละวัน ควรตรวจสอบจำนวนนักเรียน หากพบเด็กขาดเรียนมากผิดปกติ (ตั้งแต่ 3 คน ในห้องเรียนเดียวกัน) ขอให้ตรวจสอบสาเหตุ หากสงสัยว่าเด็กขาดเรียนจากอาการของไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวนและควบคุมโรคได้ทันการณ์
•  สังเกตอาการ เด็กนักเรียนในห้องเรียน หากพบเด็กป่วยด้วยอาการของไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว ฯลฯ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้กับผู้อื่น ควรให้เด็กป่วยสวมหน้ากากอนามัย หรือใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าเช็ดหน้าปิดปากจมูกทุกครั้งที่ไอจาม และแยกเด็กป่วยให้อยู่ห้องพยาบาล รวมทั้งติดต่อให้ผู้ปกครองพากลับบ้าน เพื่อให้การดูแลรักษาเบื้องต้นและพักผ่อนที่บ้าน แต่หากเด็กมีอาการมากควรต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา
•  หากมีนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จากการศึกษาหรือหาประสบการณ์การทำงานและท่องเที่ยว ควรแนะนำให้เฝ้าติดตามอาการของตนเองอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 7 วัน โดยในระยะ 3 วันแรกควรพักอยู่ที่บ้านก่อนไปโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษา หรือเข้าร่วมกิจกรรมอื่น ๆ และขอให้สถานศึกษาพิจารณาผ่อนปรนการลงทะเบียนหรือการเข้าเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 3 วัน แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งอาจอยู่ระหว่างการพักเฝ้าติดตามอาการอยู่ที่บ้าน หรือระหว่างได้รับการดูแลกรณีป่วยหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

2. คำแนะนำกรณีพิจารณาปิดสถานศึกษา

ในการพิจารณาปิดสถานศึกษาเพื่อการชะลอการแพร่ระบาดของโรค ควรกำหนดกระบวนการมีส่วนร่วมที่มีใช้ดุลยพินิจร่วมกันระหว่างผู้บริหารและคณะกรรมการสถานศึกษา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครอง โดยพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ ผลการสอบสวนโรคและปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

สถานการณ์ ก (A) : พบว่ามีนักเรียน หรือนิสิต นักศึกษา เป็นผู้ป่วยยืนยันโรคว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1 เอ็น 1) จำนวน 1 ราย หรือกลุ่มเล็ก ซึ่งทุกคนมีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศที่เป็นพื้นที่การระบาดของโรค ซึ่งแสดงว่าติดเชื้อจากต่างประเทศ และไม่ใช่การแพร่เชื้อภายในประเทศ

แนวทางการดำเนินการ :

•  ไม่จำเป็นต้องปิดสถานศึกษา
•  ควรแจ้งผู้ปกครองให้รีบนำผู้ป่วยไปรับการวินิจฉัยโรคและการรักษาจากแพทย์
•  หากแพทย์ผู้รักษาอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ขอให้หยุดเรียนและอยู่กับบ้านหรือหอพัก เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ และกลับเข้าเรียนได้เมื่อหายป่วยแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ ข (B) : พบว่ามีนักเรียน หรือนิสิต นักศึกษา เป็นผู้ป่วยยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอช1เอ็น 1) จำนวน 1 ราย หรือกลุ่มเล็ก และไม่มีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศที่เป็นพื้นที่ระบาดของโรค ซึ่งแสดงว่าติดเชื้อภายในประเทศ และมีการแพร่เชื้อเกิดขึ้นในชุมชนภายในประเทศ

แนวทางการดำเนินการ :

•  ควรพิจารณาปิดสถานศึกษาที่ผู้ป่วยศึกษาอยู่ โดยอาจปิดเฉพาะห้องเรียนที่มีผู้ป่วย ปิดทั้งชั้นเรียน หรือทั้งโรงเรียน ตามความจำเป็น
•  ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ควรปิดเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ
•  ศูนย์เด็กเล็กและสถานรับเลี้ยงเด็ก อาจจำเป็นต้องปิดเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน เพื่อให้พ้นระยะที่เด็กเล็กจะแพร่โรคให้ผู้อื่นได้ ซึ่งมักจะมีระยะเวลานานกว่าผู้ใหญ่
•  ระดับอุดมศึกษา ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อพิจารณาปิดสถานศึกษาเป็นกรณีไป
•  กรณีผู้สัมผัสโรคที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน มิได้อยู่สถานศึกษาเดียวกันกับผู้ป่วยรายแรก แต่มีกิจกรรมร่วมกันนานพอสมควร เช่น เป็นเพื่อนร่วมชั้นที่คลุกคลีใกล้ชิด แข่งกีฬาหรือรับน้องร่วมกัน ฯลฯ ภายใน 7 วัน นับจากวันสุดท้ายที่ผู้ป่วยมีอาการป่วย
o หากผู้สัมผัสโรครายนั้นมีอาการป่วย ให้หยุดเรียนไว้ก่อนและรีบไปพบแพทย์ ถ้าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า ไม่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ไม่ต้องปิดโรงเรียน
o หากผู้สัมผัสโรครายนั้นมีอาการป่วย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1 เอ็น 1) ขอให้พิจารณาปิดโรงเรียนที่ผู้สัมผัสโรครายนี้เรียนอยู่ด้วย โดยใช้เกณฑ์การปิดสถานศึกษาเช่นเดียวกับข้างต้น

สถานการณ์ ค (C) : พบว่ามีนักเรียนหรือนิสิต นักศึกษา เป็นผู้ป่วยยืนยันว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ (เอช1 เอ็น 1) เป็นกลุ่มใหญ่ และผู้ป่วยไม่มีประวัติเดินทางมาจากต่างประเทศที่เป็นพื้นที่การระบาด ซึ่งแสดงว่ามีการระบาดอย่างกว้างขวางในสถานศึกษาแล้ว หรือในชุมชนอาจมีการระบาดด้วยในเวลาเดียวกัน

แนวทางการดำเนินการ :

•  แนะนำให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ
มีน้ำมูก ปวดเมื่อยเนื้อตัว เป็นต้น หยุดเรียนและพักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก (ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง) หรือหากมีอาการป่วยมาก ควรรีบไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์
•  ควรพิจารณาปิดสถานศึกษาที่ผู้ป่วยศึกษาอยู่ เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน โดยปิดเฉพาะ
ห้องเรียนที่มีผู้ป่วย ปิดทั้งชั้นเรียน หรือทั้งโรงเรียน ตามความจำเป็น

3. คำแนะนำการทำความสะอาดในสถานศึกษา

เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในเสมหะ น้ำลาย น้ำมูก ของผู้ป่วย และแพร่ไปยังผู้อื่น โดยผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือรับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู โทรศัพท์ แก้วน้ำ ฯลฯ โดยมือที่เปื้อนเชื้อไปขยี้ตา แคะจมูก หรือใส่เข้าปาก เชื้อจะสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือพื้นผิวได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ จึงควรทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ โดยเฉพาะพื้นผิวที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก เช่น โต๊ะเรียน ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ราวบันได ฯลฯ โดยการใช้น้ำผงซักฟอกทั่วไปเช็ดทำความสะอาด อย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง ภายในห้องควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก และแสงแดดส่องได้ทั่วถึง

4. คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ คัดจมูก น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะทุเลาขึ้นตามลำดับ คือ ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และหายป่วยภายใน 5-7 วัน ยกเว้นบางรายอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทำให้เกิดปอดบวม มีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก และเสียชีวิตได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือ ผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง ( เช่น ไข้ไม่สูงมาก ตัวไม่ร้อนจัด ไม่ซึม และพอรับประทานอาหารได้) สามารถรักษาตัวที่บ้านได้ ผู้ป่วย ผู้ปกครอง และผู้ดูแลผู้ป่วยควรปฏิบัติดังนี้

•  ผู้ป่วยควรหยุดเรียน และพักอยู่กับบ้านหรือหอพัก เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ และกลับเข้าเรียนได้ เมื่อหายป่วยแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
•  แจ้งทางโรงเรียนทราบ เพื่อจะได้ร่วมเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสถานศึกษา และป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที
•  ให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซทามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของเภสัชกรหรือสถานบริการทางการแพทย์ หรือคำสั่งของแพทย์
•  ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องรับประทานทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่ง
•  เช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำสะอาดที่ไม่เย็น
•  ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด
•  พยายามรับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง
•  นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก
•  ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ปิดปาก และจมูก เวลาไอหรือ จามด้วยกระดาษทิชชูหรือแขนเสื้อของตนเอง ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่อยู่ร่วมบ้านหรือร่วมห้อง (หากเป็นไปได้ ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง) รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น หรือใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ร่วมกับผู้อื่น
•  หากอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น หายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

5. คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลาน

•  ควรติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และคำแนะนำต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุขและสถานศึกษาเป็นระยะ
•  แนะนำพฤติกรรมอนามัยให้แก่บุตรหลาน เช่น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การป้องกันการติดเชื้อไวรัส โดยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ การใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน การรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่
•  แนะนำให้เด็กหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
•  หากบุตรหลานของท่านมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ให้ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูก และทิ้งลงถังขยะ และขอให้แจ้งทางโรงเรียนทราบ เพื่อจะได้ร่วมเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในสถานศึกษาและป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที
•  ปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เป็นปกติเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะมีการปิดสถานศึกษาหรือมีการระบาดของโรค
•  หมั่นพูดคุยกับบุตรหลาน ให้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้บ้าง และตอบคำถามที่เด็กสงสัยเท่าที่เด็กในแต่ละวัยจะเข้าใจได้
•  หากเด็กมีความรู้สึกกลัวหรือกังวล ควรแนะนำให้ระบายความรู้สึกของตนเองออกมา และตอบคำถาม รวมทั้งปลอบโยนให้คลายกังวล
•  เด็กมักจะต้องการความรู้สึกปลอดภัยและความรัก หากบุตรหลานของท่านมีความกังวล ท่านควรให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ
•  ดูแลมิให้บุตรหลานของท่านหมกมุ่นกับข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มากเกินไป จนเกิดความกลัวหรือวิตกกังวลจนเกินเหตุ

6. คำแนะนำสำหรับด้านการบริหารจัดการอื่นๆ เมื่อเกิดโรคในสถานศึกษา

•  ควรจัดทำแนวทางปฏิบัติ สำหรับครู/อาจารย์ เมื่อมีการระบาดของโรค เช่น การแนะนำนักเรียนและผู้ปกครอง การติดตามนักเรียนในชั้นเรียนที่ป่วย เป็นต้น
•  ควรจัดระบบการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง/นักเรียน
•  มีผู้ประสานงานหลักของโรงเรียน เพื่อติดต่อประสานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

7. แหล่งข้อมูลการติดต่อ เพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่

1. กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2245 8106, 0 2246 0358 และ 0 2354 1836
2. ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

ท่านสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th และหากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 3333 และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 1994 ตลอด 24 ชั่วโมง

กระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 11 มิถุนายน 2552

วันนี้ (11 มิ.ย.52) กระทรวงสาธารณสุข ประกาศขึ้นทะเบียนผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 เพิ่มอีก 30 ราย จากข้อมูลเมื่อวานที่มีเพียง 16 ราย รวมเป็นทั้งหมด 46 ราย

นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์วันนี้ (11 มิถุนายน 2552) เริ่มมีการแพร่เชื้อในประเทศในหลายพื้นที่ คาดว่าจะมีผู้ป่วยจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ประชาชนไม่ต้องตกใจ เพราะข้อมูลทั้งในและต่างประเทศชี้ว่า โรคนี้ไม่รุนแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 มีอาการน้อยและหายเองได้ แต่ทุกคนต้องช่วยกันป้องกันโรค เพื่อจำกัดการระบาดอยู่ในวงเล็กที่สุด ลดผลกระทบด้านต่างๆ ของประเทศ โดยจะเน้น 3 ด้าน

1.  การเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและไม่ตระหนก แต่สามารถป้องกันตัวเองและผู้ใกล้ชิดได้ หากไม่สบาย มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูกหรือไอมีเสมหะ ให้พักอยู่ในบ้าน เพราะโรคนี้หายเองได้และสวมหน้ากากอนามัยป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่คนอื่น เช่นเดียวกับการป้องกันโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ทั่วๆ ไป แต่หากอาการไม่ดีขึ้นให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
2.  ให้โรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศ รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชน มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยส่วนน้อย ที่อาจมีอาการรุนแรง
3.  กระทรวงสาธารณสุขจะประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดมีการเตรียมความพร้อมการป้องกันควบคุมโรคและการดูแลผู้ป่วยที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว ให้จัดซ้อมแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง

วันนี้…เพิ่งไปเป็นคุณครูสอนความรู้เกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ให้กับคุณครูอีกที
หลังจากเมื่อ 10 วันก่อนได้สอนเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลไปแล้ว
ในตอนนั้นยังมีผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อเพียง 4 ราย และไม่มีการติดต่อภายในประเทศ
ผ่านมาเพียงแค่ 10 วัน สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปมากพอสมควร
งานนี้คงต้องอาศัยความร่วมมือของพวกเราทุกๆคนในการป้องกันโรค ให้จำกัดอยู่ในวงเล็กที่สุด
ถ้าการระบาดรุนแรงไปกว่านี้ มองเห็นอนาคตได้เลยว่าคงจะเหน็ดเหนื่อยกันน่าดู !!!

ข้อมูลข้างบนนำมาจาก…

http://beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=2110271&Itemid=242

ความเห็น (6)

คนเล่าเรื่อง

IMG_0494

* สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (เอ๋) *
นักเขียนอิสระ(Writer)/นักสร้างสรรค์งานโฆษณา(Creative)

โดยส่วนตัวแล้ว เขาไม่เรียกตัวเองว่านักเขียน
แต่เป็นเพียงคนเล่าเรื่อง ที่เสนอความคิดโดยใช้ตัวหนังสือเป็นสื่อ
ว่างกว้างก็หาเวลาไปเปิดหูเปิดตานอกบ้าน
หาเรื่องใหม่ๆ มาประดับสมอง
ว่างแคบก็ขยันเพิ่ม มองหาสิ่งต่างๆรอบตัว
มาถมสนามในใจให้เรียบพอวิ่งเล่นได้
ไม่ว่าจะจากที่ไกลหรือในบ้าน
เขาไม่ลืมที่จะบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้คนแวดล้อมได้รับรู้

วันคืนปกติ สราวุธยังคงขยับนิ้วกลมๆ เขียน —
เพื่อรอเล่าเรื่องต่อๆไป

เกียรติศักดิ์ : ในฐานะที่เป็นนักเขียนที่มีความรู้เรื่องโฆษณา เคยรู้สึกไหมว่า งานเขียนของเรา จะต้องคำนึงถึงหลักการโฆษณาด้วยเหมือนกัน เช่นต้องคิดว่าเล่มไหนจะขายได้เท่าไหร่ หรือเขียนอย่างไรถึงจะขายดี

สราวุธ : เวลาเขียนหนังสือพยายามเขียนให้มันออกมาจากตัวเราก่อนครับ เพราะตอนทำโฆษณาก็ทำงานตามโจทย์มาตลอดอยู่แล้ว ตอนทำงานเขียนก็อยากให้เป็นสิ่งที่ออกมาจากตัวเราจริงๆ แต่โดยธรรมชาติของตัวเอง และจากที่เรียนสถาปัตย์มาก็คิดว่าไม่ได้ทำงานตามใจตัวเองเท่านั้น แต่คิดถึงผู้คนที่จะมาใช้ผลงานที่เราออกแบบด้วย หากจะคิดคงไม่ได้คิดถึงการตลาดครับ เรียกว่าคิดถึงคนอ่านมากกว่า

เกียรติศักดิ์ : คิดได้โดยอัตโนมัติหรือเปล่า

สราวุธ : เหมือนถูกสอนให้คิดถึงผู้ใช้มาตลอดครับ พอมาเขียนหนังสือก็เหมือนกับออกแบบเก้าอี้ เราไม่ได้แค่ต้องการเก้าอี้หน้าตาแปลกๆ เท่ๆ เท่านั้น แต่ต้องคิดด้วยว่าคนนั่งจะนั่งสบายไหม เวลาเขียนก็คิดถึงคนอ่านว่าเขาอ่านแล้วจะเข้าใจไหม จะรู้สึกเท่าที่เรารู้สึกหรือเปล่า

เกียรติศักดิ์ : อะไรที่เป็นตัวคุณมากกว่ากัน ระหว่างนักเขียนกับครีเอทีฟโฆษณา

สราวุธ : ถ้าแบ่งการสื่อสารออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนเนื้อหากับส่วนนำเสนอ ผมว่าการเขียนหนังสือของผมจะเน้นไปส่วนเนื้อหา แต่โฆษณาจะเน้นไปทางการนำเสนอ ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นตัวผมทั้งสองอย่าง ผมได้คำตอบนี้ตอนอยู่ที่ลอนดอน เพราะว่าไม่เคยหยุดทำงานนาน 6-7 เดือนอย่างนี้เลย พอไปอยู่ที่โน่นมีวันนึงที่รู้สึกเหมือนเป็นเมนส์ หงุดหงิด หาสาเหตุไม่ได้ จนได้มาอ่านหนังสือชื่อ The Artist’s Way เขาแนะนำว่าให้ระบายความรู้สึกด้วยการจดบันทึกทุกเช้า คล้ายๆกับการตื่นมาขี้ตอนเช้า ที่ผ่านมาเราไม่ได้ขี้ทางความคิดเท่าไหร่ ไม่ได้ฟังเสียงตัวเองจริงๆ แล้วมีอะไรที่ไม่ได้ระบายออกมาบ้าง พอได้เขียนออกมาก็เหมือนได้สำรวจตัวเอง จนพบว่ามีอย่างนึงที่ไม่ได้ทำ ก็คืองานโฆษณา เหมือนสมองซีกขวาหยุดทำงานไป 6 เดือน รู้สึกเลยว่างานโฆษณาจำเป็นในชีวิตเหมือนกัน ทำให้เราได้คิดอะไรที่เป็นจินตนาการนอกกรอบ ไม่ต้องใช้หลักเหตุผลมาก ต่างจากการเขียนบทความหรือคอลัมน์ซึ่งต้องเชื่อมโยงเหตุและผลเข้าด้วยกันค่อนข้างเยอะ พอคิดได้อย่างนั้น ก็รู้สึกโชคดีที่ได้ทำอาชีพที่ได้ใช้ทั้งสมองซีกขวาและซีกซ้ายไปพร้อมๆกัน

เกียรติศักดิ์ : สมมติวันนึงเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทโฆษณาไล่ออก ต้องออกมาเขียนหนังสือเป็นอาชีพหลักจริงๆ จะไหวไหม คงจะต้องมีแรงกดดันมากขึ้นไปอีกหรือเปล่า

สราวุธ : ผมว่านิสัยอย่างนึงที่ได้มาจากสถาปัตย์และการทำงานโฆษณาก็คือความอดทนและความมีวินัย เพราะว่าก่อนเข้าสถาปัตย์ก็ไม่ได้อึด ไม่ได้ถึกขนาดนี้ แต่พอถูกฝึกให้นอนดึก ถูกฝึกให้ต้องส่งโปรเจ็กต์ให้ตรงเวลา ทำให้ต้องมีวินัยมากขึ้น ยิ่งทำงานโฆษณายิ่งแล้วใหญ่ เพราะว่าลูกค้าต้อง launch campaign ตามตาราง อย่างเรื่องเขียนหนังสือ ผมก็มีตารางล่วงหน้าไว้คร่าวๆ เหมือนกัน ว่าปีนี้จะมีเล่มไหนออก ปีหน้าจะมีเล่มไหน ก็กำหนดวันส่งโปรเจ็กต์กับตัวเองเอาไว้ด้วย ยิ่งไม่มีอาจารย์มาจ้ำจี้จ้ำไชก็ยิ่งต้องมีวินัยกับตัวเอง หากต้องเลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเดียวก็คงต้องทำงานให้สม่ำเสมอและมีวินัยมากๆครับ

เกียรติศักดิ์ : ถ้าถึงวันนึงที่จำเป็นต้องเลือกทำซักอย่าง บอกได้ไหมจะเลือกอะไร

สราวุธ : ถ้าต้องเลือกจริงๆ ก็เลือกเขียนหนังสือครับ ผมว่าแต่ละคนก็มีสิ่งที่อยู่ข้างในไม่เหมือนกัน คนๆนึงจะมีคุณค่าต่อเมื่อได้เป็นตัวเอง การเขียนหนังสือเป็นการบอกเล่าความคิดของเราออกไป เป็นสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกว่าเรามีค่า เราตอบตัวเองได้ว่าทำไมจึงต้องมีเราอยู่บนโลกนี้ ก็เพราะเราเป็นเรา และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองเป็น ถ้าเกิดว่าเราอยู่เพื่อที่จะเป็นอย่างคนอื่น เราจะรู้สึกกับตัวเองว่า แล้วคุณค่าของเราคืออะไร !!!

เรื่องราวข้างบน เป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ ‘Conversations with Architects Series-คุยกับสถาปนิกกลายพันธุ์’
เป็นบทสนทนากับสถาปนิกกลายพันธุ์ 9 ท่าน ซึ่งสัมภาษณ์โดยคุณนิธิ สถาปิตานนท์ และ คุณเกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์
หนึ่งในสถาปนิกกลายพันธุ์ที่ถูกสัมภาษณ์และคนที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์เป็นคนโปรดของเราทั้งคู่
นั่นคือ เอ๋-สราวุธ และ พี่เกี๊ยง-เกียรติศักดิ์
เขียนบทนำโดยคนโปรดของเราอีกคน พี่จิก-ประภาส ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบสถาปนิกกลายพันธุ์
พี่จิกบอกว่า…

“ไม่ได้ยกตัวเทียบเท่าลูกศิษย์ที่เดินตามเพลโตเพื่อฟังคำสอนครอบจักรวาล
แต่ในความคิดของผมแล้ว นักศึกษาทุกวิชาชีพไม่ควรเรียนวิชาชีพของตัวเองเพียงอย่างเดียว
เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องกลายพันธุ์หรือเปล่า
เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่า วิชาชีพที่เขาแบ่งให้เราเรียนทุกวันนี้ มันเหมาะกับเราแล้ว”

อ่านบทสัมภาษณ์ของเอ๋ในหนังสือต่างๆมาหลายเล่ม อยากบอกว่าบทสัมภาษณ์ในเล่มนี้จัดอยู่ในความชอบลำดับต้นๆ
ได้รู้จักเอ๋ในอีกบางแง่มุม ได้เห็นผลงานภาพวาดการ์ตูนสมัยประถม-มัธยมของเอ๋ ขำๆและน่ารักดี
งานนี้เรียกว่าอ่านกันจนคุ้มเลย ทั้งภาพและเนื้อหารวมๆกันสิบกว่าหน้า (p.90-117)
หลายครั้งเคยแอบอิจฉาคนที่เรียนสถาปัตย์ ที่ดูเหมือนจะทำอะไรได้มากมาย
เป็นได้ทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียน ผู้กำกับฯ ฯลฯ
แต่ที่สุดแล้ว เราก็รักในวิชาชีพของเรา อาจเพราะมันเหมาะกับเราแล้ว
ถึงวันนี้ตั้งแต่เรียนจบมาจึงยังไม่กลายพันธุ์ ^^

ความเห็น (7)