Archive for พฤษภาคม, 2009

ทิวทัศน์ข้างทาง

ถึงแม้ชีวิตจะแสนสั้น แต่เราก็ไม่ควรใช้มันอย่างเร่งรีบ
ยิ่งรู้ว่าสั้น ก็ยิ่งน่าจะใช้มันอย่างพิถีพิถันและมีคุณค่า
คุณค่าทั้งต่อตัวเอง และผู้อื่น

ผมยิ่งมั่นใจกับความคิดในสามบรรทัดบน
เมื่อได้อ่านสุนทรพจน์ในวันรับปริญญาของแอนนา ควินด์เล็น (นักเขียนนิยายและคอลัมนิสต์ชาวอเมริกัน)
ในหนังสือ ‘วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน 2′ ผ่านฝีมือการแปลของคุณสฤนี อาชวนันทกุล

ในช่วงเริ่มต้นเธออ้างถึงประโยคชวนคิดของจอห์น เลนนอน
‘ชีวิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่คุณง่วนอยู่กับการวางแผนทำอย่างอื่น’
ระหว่างที่เรากำลังเร่งรีบไปสู่จุดหมาย
อยากได้บ้านหลังใหญ่ๆ อยากเลื่อนขั้น อยากมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆ อยากพิชิตรางวัลอันทรงเกียรติ
ในระหว่างนั้น ‘ชีวิต’ กำลังดำเนินไปโดยที่บางทีเราไม่รู้ตัว

แอนนา ควินด์เล็น ถามพวกเราว่า
‘คุณคิดเหรอว่าคุณจะแคร์กับของพวกนี้ ถ้าบ่ายวันหนึ่งคุณเกิดเส้นเลือดแตกขึ้นมา หรือคลำเจอก้อนแข็งๆในเต้านมของคุณ’
เธอแนะนำต่อว่า
‘ไปเสาะหาชีวิตที่คุณได้สูดดมกลิ่นเกลือของน้ำทะเลที่โชยมากับสายลมเหนือเขตซีไซด์ ไฮส์
ชีวิตที่คุณหยุดเฝ้าดูเหยี่ยวหางแดงบินวนรอบร่องน้ำ หรือดูวิธีที่เด็กทารกนิ่วหน้าด้วยสมาธิเวลาที่เธอพยายามหยิบแผ่นข้าวโพดด้วยนิ้วโป้งและนิ้วชี้
เสาะหาชีวิตที่คุณจะไม่อยู่คนเดียว…จงรับโทรศัพท์ ส่งอีเมล เขียนจดหมาย หอมแก้มคุณแม่ กอดคุณพ่อ เสาะหาชีวิตที่คุณเป็นคนมีน้ำใจ
เมื่อมีโอกาส เอาเงินที่คุณจะใช้ซื้อเบียร์ไปบริจาคให้กับการกุศล ทำงานในโรงทาน ทำตัวเป็นพี่ชายหรือพี่สาวให้กับคนแปลกหน้า
เป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกินที่จะมองข้ามสีสันของดอกอะเซเลีย เงาวาวของพื้นหินปูนบนถนนห้า (Fifth Avenue) สีนัยน์ตาลูกของเรา
เป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกินที่จะ “มีชีวิตอยู่” แทนที่จะ “ใช้ชีวิต” ‘

‘ใช้ชีวิต’ อย่างไรจึงจะเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย
สำหรับแอนนา มันไม่ใช่ชีวิตที่แค่ประกอบอาชีพและทำงานไปวันๆ
แต่ยังต้องมีอีกหนึ่งชีวิต คือชีวิตแห่งความรัก เสียงหัวเราะ และสายสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นๆ
ไม่เคยมีใครเคยกล่าวก่อนตายว่า ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลาในออฟฟิศให้นานกว่านี้

ผมนั่งอ่านสุนทรพจน์ของแอนนา ควินด์เล็น แล้วยกให้เธอเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งของผม
แต่เธอเองบอกว่าครูที่ดีที่สุดของเธอคือคนไร้บ้านคนหนึ่งที่อาศัยนอนบนทางเดินไม้กระดานใกล้ทะเลบนเกาะโคนีย์
เขามักจะนอนหันหน้าไปหาทะเลเสมอ แม้ในเวลาที่อากาศหนาวจนเขาต้องเอาหนังสือพิมพ์มาห่มคลุมร่างกายภายหลังจากที่อ่านมันจบแล้ว
แอนนาถามเขาว่า ทำไมจึงไม่ไปสถานสงเคราะห์
เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ เพียงแค่เพ็งมองออกไปยังท้องทะเลแล้วพูดว่า… ’ดูทิวทัศน์นี่สิสาวน้อย มองดูทิวทัศน์’
นี่คือคำแนะนำจากคนไร้บ้านที่ไม่มีแม้เศษสตางค์ในกระเป๋า

ผมรู้สึกดีเหลือเกินที่ได้มีเวลาให้ตาได้ดูทิวทัศน์ ให้หูได้ฟังเสียงคลื่น ให้จมูกได้สูดลมสะอาดๆเข้าไป ให้ลิ้นได้ชิมอาหารนานารสชาติ ให้ผิวหนังได้ตากแดดอุ่นๆ รวมถึงให้ใจได้สัมผัสผู้คนดีๆที่มีน้ำใจอีกมากมายระหว่างทาง

เส้นทางชีวิตก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันใช่ไหม
ถึงจะกำหนดจุดหมายเอาไว้ แต่ระหว่างทางทุกวันก็มีเรื่องดีที่สวยงาม
เพราะชีวิตไม่ได้รอเราอยู่ ณ จุดหมายปลายทางที่เราตั้งเอาไว้ แต่ชีวิตดำเนินไปทุกวัน
เราไม่ได้มีชีวิตเพื่อไปถึงที่นั่น แต่เรากำลังมีชีวิตอยู่ที่นี่
ใช่! ชีวิตดำเนินไปตลอดเวลา ในขณะที่เรากำลังง่วนอยู่กับการทำอย่างอื่น
ไม่ใช่ทุกคนหรอกกระมังที่จะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้
แม้จะเร่งรีบเพียงใดก็ตาม แต่ทุกคนชื่นชมความงามระหว่างทางได้
ไม่ต้องรอให้ถึงจุดหมาย ถ้ามองให้ดีชีวิตสวยตั้งแต่วันนี้แล้ว

เรื่องราวข้างบน เป็นส่วนหนึ่งของอาจารย์ท่านที่ 44 : แอนนา ควินเล็น
‘ทิวทัศน์ข้างทางมันสวยงามมากนะ’
ในคอลัมน์..ขุนพลอาจารย์บาน ของนิ้วกลม จากหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1501
เอ๋บอกถึงเรื่องราวระหว่างไปโบกรถ 1 เดือนเต็ม ตั้งแต่เบตงจนถึงแม่สาย จากใต้สุดประเทศไทย ไปจนถึงเหนือสุดแดนสยาม
และเหตุการณ์ความเร่งรีบในเมืองกรุงบนท้องถนนที่เจอมา

สำหรับเรา…บางครั้งชีวิตก็เร่งรีบเหลือเกิน ขณะที่บางคราวก็เนิบนาบน่าเบื่อ
แอบอิจฉาเอ๋เล็กๆที่ได้ไปโบกรถไปใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ได้เห็นทิวทัศน์ข้างทางที่สวยงาม
ตอนนี้อยากจะไป ‘เปิดตา’ กับ ‘เปิดใจ’ ที่ไหนสักแห่ง กับคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยกันดี
เราจะไปมองทิวทัศน์ข้างทางที่สวยงามกัน…ใช่มั้ยจ๊ะ ^^

ความเห็น (13)

การ์ตูนสามช่อง

- มีหัวเราะมาขาย -

นักเขียนการ์ตูนขายหัวเราะ นอกจากจะทำให้ตัวเองยิ้มแล้วนั้น
ยังได้ความสุขจากการทำให้คนอื่นขำอีกต่างหาก
ผมอ่าน ‘ขายหัวเราะ’ มาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอยลายกระป๋อง
แปลกดีที่ผมชอบการ์ตูนสามช่องมากกว่าช่องเดียวจบ
ผมว่ามันมีจังหวะ มีลุ้น มีหักมุมตอนท้าย ทำให้คนอ่านอย่างเราคิดไม่ถึง
กับสิ่งซึ่งพี่คนเขียนเขาวางแผนเอาไว้ และช่องสุดท้ายนั้นเองที่เป็นไม้เด็ด

ช่องสุดท้ายนั้นเองที่เป็นโลกอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่ได้ดำเนินไปตามโลกปกติธรรมดา
เป็นโลกแบบ ‘ขายหัวเราะ’ โลกที่ไม่มีวันทำให้ผู้อ่านต้องเจ็บปวดรวดร้าวใจ
ซึ่งจะว่าไป ผมว่าบางทีชีวิตเราก็คล้ายกับการ์ตูนสามช่อง

หลายเหตุการณ์ในชีวิตเกิดในช่องที่หนึ่งกับช่องที่สอง อยู่ที่เราจะมองช่องที่สามอย่างไร
ช่องที่หนึ่ง ช่องที่สอง วาดเสร็จแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ช่องสุดท้ายนี่แหละไม้เด็ด!
อยู่ที่ใครจะคิดกับมันแบบไหน มองให้เครียด หรือมองให้ขำ คนที่จะเติมคำตอบในช่องสุดท้ายนี้มีแต่ตัวเราเองเท่านั้น

มุขยอดฮิตที่พี่ๆนักเขียนในขายหัวเราะชอบวาดกันนั้น
หากลองถอยออกมามองกันจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะฮาได้ง่ายๆ
มีทั้งผี ทั้งโจรมุมตึก ทั้งผัวเมียทะเลาะกันถึงขั้นเอาสากกะเบือตีกบาล
แต่ทุกเรื่องก็ลงท้ายด้วยเสียงหัวเราะในช่องที่สามจนได้

ผมว่าสิ่งนี้เองที่เป็นรางวัลของความขำ นั่นคือความสบายใจในการมองโลก
“ทำไมคนเราจึงควรขำ?” “เพราะมันทำให้เรามีความทุกข์น้อยลง”
ไม่มีใครสามารถทุกข์ใจไปพร้อมกับหัวเราะได้

เคล็ดสำคัญจึงอาจอยู่ที่ว่า เราไม่ควรขำในจังหวะที่น่าขำเท่านั้น
แต่จังหวะที่ดูเหมือนไม่น่าขำได้ ถ้าเราปล่อยฮาออกมาได้ก็คงจะดี

แต่ความขำที่ว่าผมไม่มีมาขายหรอกครับพ่อแม่พี่น้อง เพราะต่อให้ขายไปก็คงไม่มีใครซื้อ
ก็ในเมื่อทุกคนถือมันไว้ในมือและเก็บมันไว้ในสมองอยู่ตั้งมากมายแล้ว
ต่างก็แค่บางคนใช้บ่อย บางคนไม่ค่อยได้ใช้

หากต้องผ่านเหตุการณ์การ์ตูนสองช่องที่แลดูเหมือนจะย่ำแย่ในคราวหน้า
ลองควักความขำมาเติมในช่องที่สามดูสิครับ
มาช่วยกันพิสูจน์ว่า โลกแบบขายหัวเราะ ไม่ได้มีเฉพาะในการ์ตูน

เรื่องราวข้างบน เป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ ‘ขายหัวเราะ-ฉบับ Jumbo-ฉลองครบรอบ 35 ปี’
เขียนโดยนิ้วกลม ในฐานะที่เป็นแฟนขายหัวเราะมาตั้งแต่เด็ก
ส่วนตัวเราเองก็เคยอ่านหนังสือขายหัวเราะมาตั้งแต่เด็กๆเช่นกัน
ถึงวันนี้ก็ห่างหายจากหนังสือเล่มนี้ไปนาน แต่ก็ไม่ถึงกับไร้อารมณ์ขันไปซะทีเดียว
ยังมีคนบางคน เรื่องราวบางเรื่อง ที่ทำให้เราขำได้บ่อยๆ
อย่างน้อยก็คนที่เขียนคอลัมน์นี้ขึ้นมานั่นเอง ;)

ความเห็น (6)