Archive for มีนาคม, 2009

จดหมายจากฉัน จดหมายจากเธอ

ยังจำครั้งแรกที่เราเขียนจดหมายกันได้มั้ยเอ่ย ?

สำหรับเรา คงเป็นช่วงวัยประถมศึกษาที่มีสอนการเขียนจดหมาย
ในตอนนั้นยังไม่รู้สึกอินกับการเขียนจดหมาย
เนื่องด้วยวัยและประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดของเรา

ช่วงเวลาที่อินกับการเขียนจดหมาย และน่าจะมีส่วนทำให้มีนิสัยชอบเขียนจดหมาย โปสการ์ด รวมถึงอีเมล์
น่าจะเป็นช่วงเรียนมหาวิทยาลัย
ใครคนหนึ่งนอกจากติดต่อกันทางโทรศัพท์เป็นครั้งคราวแล้ว
เรายังติดต่อกันผ่านทาง “การเดินทางโดยสารแสตมป์” เป็นระยะๆ
เป็นช่วงชีวิตที่เราเขียนจดหมายด้วยลายมือตัวเองมากที่สุด
จดหมายหลายสิบฉบับที่ได้รับในช่วงเวลาหลายปี เรายังเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี(นะเธอ)
หยิบมาอ่านอีกที ดูเหมือนว่าอารมณ์ของตัวอักษรเป็นสีชมพูๆ
แต่สำหรับเรามันคงไม่ใช่สีนั้น
ส่วนอารมณ์สีชมพูๆของเราน่าจะเกิดขึ้นกับใครอีกคน
คนที่เราส่งตัวอักษรหวัดแกมบรรจงไปให้ ในวันที่เราต้องไกลห่างกัน
ถึงวันนี้อารมณ์สีชมพูนั้น ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกดีดีที่เพื่อนคนหนึ่งมีให้กับเพื่อนคนหนึ่ง…ตลอดไป

เขียนจดหมายตอบโต้กับคนอื่นๆมากมาย
เสียดายเหลือเกินที่มีจดหมายเพียงไม่กี่ฉบับที่ผ่านสายตาของ “คนที่บ้าน”
อาจเพราะขัดเขิน อาจเพราะไม่รู้จะขึ้นต้นจดหมายนั้นว่าอย่างไร
แล้วเราก็ตัดสินใจใช้ประโยคตามที่ได้ร่ำเรียนมาว่า “กราบเท้า…ที่เคารพ”
ยังจำความรู้สึกในวันที่เขียนจดหมายเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
ความรู้สึกของนิสิตที่อยู่ไกลบ้าน เคร่งเครียดกับการเรียน ท้อแท้และอ่อนล้า
ในวันที่เรารู้สึกอ่อนแอ เรามักจะคิดถึง “คนที่บ้าน” เสมอ

สำหรับจดหมายอิเลคโทรนิคส์ เพิ่งได้มาเขียน(พิมพ์)มากๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เป็นการโต้ตอบจดหมายกับพี่ชายที่เป็นคุณครูของเราด้วย
เราพูดคุยกันหลายเรื่อง เราให้กำลังใจกัน รับฟังปัญหาของกันและกัน
อ้อ บางทีเราก็ทำให้อีกฝ่ายคลายเหงาด้วยนิ ^^

ในส่วนของโปสการ์ดและการ์ดอวยพรตามวาระต่างๆ เราก็เขียนเป็นจำนวนไม่น้อยเลย
และคอนเสปในการเขียนมักจะมี “คำโปรย”
ที่มาจากตัวหนังสือที่เราชื่นชอบ อยู่บนกระดาษแผ่นน้อยเกือบทุกใบ
ก่อนที่จะบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ต้องการสื่อให้คนปลายทางรับรู้
แม้ไม่ได้ออกเดินทางไปที่ใด เราก็ส่งโปสการ์ดเหล่านั้นให้กับคนที่เรารู้สึกดีดีอยู่เสมอ
ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ เลือกแค่ “ตามใจฉัน” เท่านั้นเอง

จดหมายทุกฉบับ โปสการ์ดทุกใบ ได้ “ใส่ใจ” ของเราลงไปในนั้นด้วย
หวังว่าผู้รับจะรับรู้ได้…จริงมั้ยจ๊ะ :D
และแอบหวังเอาไว้เล็กๆว่า เจ้ากระดาษพวกนั้น รวมถึงตัวอักษรที่อยู่ในกล่องรับข้อความ จะถูกเก็บรักษาเอาไว้
เหมือนที่เราเก็บรักษาจดหมาย โปสการ์ด และอีเมล์ทุกฉบับเอาไว้เป็นอย่างดี
อยู่ใน “กล่องเก็บความทรงจำ” ของเราเอง

เอนทรี่นี้เกิดขึ้นเมื่ออ่านหนังสือ “ระยะทางอันห่างใกล้” มาถึงบทที่ 5 – เรากำลังคุยกับใครอยู่
ยิ่งอ่านผ่านไปหลายบท ก็เริ่มรู้สึกอินมากขึ้น
ถึงตอนนี้อ่านจบเรียบร้อยแล้ว
กำลังหานิยามให้กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ยังนึกไม่ออกเลย
มีหลายคำพูด หลายประโยคในหนังสือที่ทำให้เรา “รู้สึก”
ที่แน่ๆเลย ตอนนี้เรารู้สึก “อยากเขียนจดหมาย” ด้วยลายมือหวัดแกมบรรจง
อีกสักครั้ง !!

ความเห็น (7)

คำเฉลย

- so6dsoko c9jx;fsy; -

;yoouhg[njvq

skginjv'8]kpg8iupf

c;twxdjvd;oohv’=kpovdwlh

lihk’isyl]y[9y;vydKig]jodyo

gs,nvo0tso6d

c9jdHx;fsy;w,johvpg]p

 

- หนุกหนาน แต่ปวดหัว -

วันนี้เบื่อๆ
หาเรื่องคลายเครียด
แวะไปก่อกวนน้องชายนอกไส้
สร้างรหัสลับตัวอักษรเล่นกัน
เหมือนจะหนุก
แต่ก็ปวดหัวไม่น้อยเลย

นั่นคือ “คำเฉลย” ของเอนทรี่ที่แล้ว
หนุกหนาน แต่ปวดหัว

เริ่มเล่นเพราะเบื่อๆ
ขณะเล่น ตอนแรกหนุกดี
แต่หลังๆชักเวียนเฮด
การได้ทำอะไรไร้สาระบ้าง มันก็พอช่วย “บรรเทา” อะไรอะไรให้เรา
เหมือนกันนิ

ตอนนี้จะได้เริ่มหนุกหนานของจริงแล้ว
หลังจากไปช้อปปิ้งหนังสือมาได้จำนวนหนึ่ง ที่งานหนังสือฯ
(ครั้งนี้ซื้อเฉพาะเท่าที่ต้องการจริงๆ ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่มักเกินต้องการ)
ได้หนังสือตามต้องการ ได้เจอนักเขียนคนโปรดเกือบทุกคน
แค่นี้ก็แฮปปี้ ลั้ลลัลลาแล้วล่ะ ;)

ความเห็น (6)

so6dsoko c9jx;fsy;

;yoouhg[njvq

skginjv'8]kpg8iupf

c;twxdjvd;oohv’=kpovdwlh

lihk’isyl]y[9y;vydKig]jodyo

gs,nvo0tso6d

c9jdHx;fsy;w,johvpg]p

 

;)

ความเห็น (9)

ครบห้าปี…ที่ไม่มี “เขา”

25 มีนาคม 2552
ครบรอบห้าปีที่ เขา-ผู้ชายซึ่งเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวเรา ได้จาก(โลกนี้)ไป
ไม่ว่าตอนนี้ “พ่อ” จะอยู่แห่งหนใด
อยากบอกให้รู้ว่า
คิดถึงเสมอ และ ตลอดไปนะ
- จุ๋มเอง -

เขียนถึงพ่อ ในวันที่ “คิดถึง”

ความเห็น (2)

ซ่อนรักให้โลกรู้

‘แอบเก็บเอาไว้ บอกใครไม่ได้ทั้งนั้น
ทั้งๆที่ฉัน รักเธอรักเธอกว่าใคร
ใจเอย ยิ่งห้ามเท่าไหร่
ยิ่งฝันไปไกล ไม่ยอมเชื่อฟังสักที…’

.

.

.

ในหนึ่งชีวิตของคนเรา
จะมีสักกี่คนที่ทำให้เราต้องเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
ความรู้สึกที่มากกว่าเพื่อน ความรู้สึกที่มากกว่าชอบ
สำหรับคนที่ผ่านวันเวลามาพอสมควร ถ้าบอกว่าไม่เคยซ่อนความรู้สึกเหล่านั้นเลย ดูจะเป็นการโกหกเกินไป

ความทรงจำที่นึกย้อนไปได้ไกลสุด น่าจะเป็นวันนั้น…
วันที่ต้องย้ายที่อยู่ครั้งแรกในชีวิต เมื่อตอนอายุ 5 ขวบ
เค้าคือเพื่อนต่างเพศคนแรกที่เราจดจำชื่อมาได้จนถึงทุกวันนี้
เสียดายที่จำหน้าไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าหน้าตาดี ^^

ความทรงจำในช่วงเวลาถัดมา คงหนีไม่พ้นช่วงวัยเรียน
นับตั้งแต่ครั้งกระโปรงบานขาสั้น
กระทั่งถึงวัยที่เปลี่ยนจากเสื้อกาวน์ยาวมาเป็นเสื้อกาวน์สั้นกันเลยทีเดียว

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน มีผู้คนมากหน้าหลายตาให้พานพบ แต่น้อยคนที่จะผูกพันด้วย
ในจำนวนน้อยคนเหล่านั้น มีบางคนที่ทำให้เราต้องเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างอยู่ในใจ

ในจำนวนผู้คนเหล่านั้น
บางคนทำให้เจริญหู+เจริญตา ขณะที่อีกบางคนทำให้เจริญใจ
บ่อยครั้งที่คนรอบข้างจะรู้ อาจเพราะเราเก็บซ่อนอาการไม่อยู่นั่นเอง
(สังเกตจากบันทึกส่งท้ายที่เพื่อนๆมักเขียนให้กัน ^^)
แต่กับบางคนที่ไม่เคยมีใครรู้ มักเป็นคนที่ทำให้เราจี๊ดๆที่ใจเสมอ

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น น่าจะเป็นความรู้สึกดีดีที่ยังไม่เรียกว่ารัก ที่เรามีให้กับใครบางคน
เพราะความรู้สึกรักอันยิ่งใหญ่ ที่หลายคนต่างพากันให้นิยามนั้น
นอกจากพ่อแม่+น้อง ขอเก็บเอาไว้ให้ “ใครคนนั้น”
คนที่ยังไม่ยอมกระตุกเส้นด้ายแดงที่ปลายนิ้วให้เรารู้สึก…ละกันนะ :D

ปล…ชื่อหัวข้อเอนทรี่นี้ได้มาจาก คุณพี่แขก-นัก…รักเดินทาง นั่นเอง มูลเหตุจากการเข้าไปเม้นในบล๊อกพี่ท่าน ;)

ความเห็น (5)

เด็ก(เป็น)พิเศษ

สุดขั้ว
หัวชนฝา
ว่านอน…สอนยาก?
มากความคิด
ติดใจบางเรื่อง
เฟื่องฝัน
มันส์ไม่เม้ม
เต็มไปด้วยเพื่อนฝูง
จูงกันไป
ไร้ร้างเวลา
อย่าไร้ความหมาย
ไหว ไม่ไหว…ว่ากัน

มอบให้กับ “เด็กคนนั้น”

ความเห็น (2)

แสงที่ตกกระทบใจ

โลกคือหนังสือหนึ่งเล่ม คนที่ไม่เคยเดินทางเหมือนอ่านหนังสือเพียงหน้าเดียว’
‘ชีวิตเหมือนสมุดบันทึก เดินทางยิ่งมาก ยิ่งมีเรื่องราวให้เขียนเยอะ’
‘เดินทางยังไงให้เป็นหนังสือ-กัมพูชาฯ’
‘เดินทางคนเดียว 3 วันในกัมพูชา ในช่วงวัย 27 ปี’
‘3 วัน-โลกข้างนอก 27 ปี-โลกข้างใน’
‘เดินทางคนเดียว นอกจากคุยกับคนอื่นๆยังได้คุยกับตัวเองด้วย’
‘บันทึกการเดินทาง คือ โลกข้างนอกและโลกข้างใน มาปะทะกัน’
‘สิ่งเดียวกัน คนเห็นไม่เหมือนกัน ทุกอย่างมีความงามซ่อนอยู่’
‘ทุกสิ่งในโลกก็เหมือนงานศิลปะนามธรรม’
‘เราเห็นโลกจากการเดินทาง เพราะเราพกตาและมุมมองของเราไปด้วยเสมอ’
‘โลกข้างในให้ความหมายกับโลกข้างนอก–เราแบ่งปันกัน เข้าใจกันมากขึ้น’
‘โลกข้างใน-ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หล่อหลอมให้เป็นเรา’
‘3 วัน ทำไมต้องคุยกับคนตั้งเยอะตั้งแยะ…เพราะ “เหงา” นั่นเอง’
‘เราอยู่บนโลกนี้คนเดียวไม่ได้ ชีวิตเป็นการเดินทางที่ยาวนาน และเงียบเหงาเกินกว่าจะเดินคนเดียว’
‘ถ้าชีวิตคือการเดินทาง ก็เพื่อเจอกับเรื่องราวระหว่างทาง เจอแบบจำลองในชีวิตเรานั่นเอง’
‘หนังสือแก่นพุทธศาสตร์ บอกเอาไว้ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง’
‘อะไรคือความสวยงามบนโลกใบนี้ ที่เรามีเวลากันแค่สองหมื่นกว่าวัน’
‘เจ้าชายน้อย–สุนัขจิ้งจอกพูดกับเจ้าชายน้อยว่า “เธอต้องดูแลสิ่งที่เธอผูกพันด้วยตลอดไป”‘
‘เรามาอยู่กันบนโลกใบนี้เพียงชั่วคราว’
‘พริบตาเดียวในชีวิต เราควรดูแลคนที่เรารักและรักเรา เป็นอย่างดี’
‘กัมพูชา 3 วัน อาจไม่เข้าใจโลกข้างนอกมากเท่ากับเข้าใจโลกข้างใน’
‘ชีวิตเหมือนดอกไม้ มากกว่าปราสาทหิน อายุสั้น เปราะบาง แต่สวยงาม’
‘เราควรดูแลกันและกันให้ดี’
‘โลกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับมุมมองและผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต’
‘สำหรับ A+ การเดินทาง คือ สมุดบันทึกช่วงหนึ่งของชีวิต’

13 มีนาคม 2552
เดินทางเข้ากรุง ไปฟังเสวนาในงานเทศกาลปล่อยแสง2-จักรวาลแห่งความคิด
งานนี้มีเหล่านักคิดเจ้าของไอเดียหลายคนมา “ปล่อยแสง”
หนึ่งในนั้นก็คือนักเขียนคนโปรด-เอ๋ นิ้วกลม
นอกจากตั้งใจไปฟังสิ่งที่เอ๋พูด ก็ยังได้เจอกับใครๆหลายๆคน
ได้เจอผู้ใหญ่ใจดีคือ ป๊าและแม่ ทั้งสองท่านยังน่ารัก เป็นกันเองและอบอุ่น เหมือนทุกครั้งที่เราได้เจอกัน ^^

ได้เจอชิง ได้เจอกับก๊วน flaneur หลายๆคนที่มาเป็นกำลังใจให้กับคนพูดบนเวที ซึ่งมีแอบประหม่าช่วงแรกนิดนึง
เป็นการรอคอยที่คุ้มค่าจริงๆ เพราะกว่าเอ๋จะขึ้น “ปล่อยแสง” ก็ปาเข้าไปสามทุ่มกว่าๆ
แอบหิวเล็กน้อยพอทน แต่บางคนก็หิวพอควร ;)

กว่าสิบนาทีที่เอ๋พูด น่าสนใจ ไม่เบื่อ เพราะมีหลายเรื่องราวที่เอามาฝากกัน
เห็นถึงความตั้งใจในการนำเสนอไอเดียครั้งนี้
มีคนบอกว่าเอ๋ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี (อย่างดีมากๆด้วยสิ)
เรื่องราวและรูปภาพสอดคล้องกันดี วนมาเป็นวงกลม – ฝากคนที่มองเห็นแวะมาบอกกันด้วยเน้อ
มีการเน้นถ้อยคำเป็นระยะๆ คำที่ต้องการ “ปล่อยแสง” ก็เน้นด้วยสีเหลือง
(อันนี้สารภาพว่าไม่ได้สังเกตเลย เพราะไม่ค่อยได้ดู ppt. มัวแต่บันทึกเรื่องราวที่นักเขียนพูด)

ประโยคข้างบนนั้น คือ สิ่งที่ได้จากการบันทึกในการ “รับแสง” เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ผ่านมา
อาจไม่สมบูรณ์ ครบถ้วน 100 % เหมือนที่เอ๋นำเสนอ
แต่เชื่อว่าคนที่ได้เข้าฟังวันนั้น คงเก็บเกี่ยวอะไรดีๆกลับบ้านไปด้วยพอสมควร
สำหรับเรา นอกจากแสงจะตกกระทบตาแล้ว มันยังกระทบใจอย่างแรงเลยล่ะ
คุ้มๆกับการเดินทางเข้ากรุงจริงๆ

ความเห็น (1)

วันพิเศษของคนพิเศษ

IMG_0351

 

 

Vitamin C For Love

 

- Commitment -

เมื่อคู่รักจับมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์

ก็เท่ากับต่างมีข้อตกลงร่วมกัน ว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน

แหวนแต่งงานที่สวมใส่ให้แก่กัน เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า

ต่อไปนี้ชีวิตของคนทั้งคู่ ต้องอยู่ในกรอบแล้วนะ

(มีเส้นวงกลมของแหวนเป็นขอบเขต ไม่ได้มีอิสระเหมือนเมื่อก่อน

จะทำอะไรต้องนึกถึงใจคนข้างเคียงไว้บ้าง)

 

- Communication -

การสื่อสารพูดคุยกัน

เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ทั้งคู่รู้จักใจ และเข้าใจกันมากขึ้น

 

- Compromise -

การรู้จักประนีประนอม ผ่อนหนัก ผ่อนเบาต่อกัน

รู้จักยอมกันบ้าง ไม่มุ่งแต่เอาชนะคะคานกันอย่างเดียว

 

 

 

 

ข้อความข้างบนมีคนเขียนไว้ในสมุดบันทึกของเรา

ได้หยิบยกข้อความนี้มอบให้ในโอกาสพิเศษของเพื่อนๆน้องๆหลายๆคน

โอกาสพิเศษนั้นก็คือ วันแต่งงาน-วันพิเศษในการเริ่มต้นชีวิตคู่ของคนสองคนนั่นเอง

 

8 มีนาคม 2552

นอกจากวันนี้จะเป็นวันสตรีสากลแล้ว ยังเป็นวันพิเศษของคนพิเศษของเราด้วย ^^

คนพิเศษคนนั้น ก็คือ ต้อง  เพื่อนสาวคนสนิท(ชิดใจ)ที่สุดของเราอีกคน

หลังจากใช้เวลาศึกษาดูใจกันและกันกับคนรักมาเป็นเวลาสองปีกว่า

ก็ถึงวันเวลาที่เพื่อนเราได้สละโสด ออกจากก๊วนสาวโสดซะที

ใครบางคนอาจบอกว่า การแต่งงานคือบทสรุปของความรัก

แต่จริงๆแล้ว มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเส้นทางสายใหม่ในชีวิตต่างหาก

 

ณ งานแต่งงานของเพื่อนสาว

มีข้อคิดดีๆจากประธานในพิธี ทั้งฝ่ายเจ้าสาวและเจ้าบ่าว

 

ประธานในพิธีฝ่ายเจ้าสาว ได้กล่าวเอาไว้ว่า…

ถ้าเปรียบคนเราเหมือนลูกเต๋าซึ่งมี 6 ด้าน

ขณะที่เราคบหาดูใจกัน เราจะเปิดเพียงแค่ 5 ด้านให้อีกฝ่ายได้เห็น

จากวันที่เริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ด้านที่มองไม่เห็นของแต่ละคน จะปรากฏขึ้นมา อาจจะมีทั้งด้านดีและร้าย

เราคงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหากัน ประคับประคองนาวาชีวิตคู่ ให้ราบรื่นไปจนตลอดรอดฝั่ง

 

ส่วนประธานฝ่ายเจ้าบ่าว ได้กล่าวเอาไว้ว่า

ชีวิตคู่ก็เหมือนลิ้นกับฟัน มีโอกาสกระทบกระทั่งกันตลอดเวลา

ขอให้ทั้งสองคนมีความอดทน ให้อภัยซึ่งกันและกัน

ให้นึกถึงวันแต่งงานที่มีคนจำนวนมากมายให้เกียรติมาเป็นสักขีพยาน

ทั้งญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง คนที่ร่วมงาน ต่างเสียสละเวลาเพื่อมาแสดงความยินดีกับคนทั้งคู่

 

สำหรับตัวเราเอง อยากจะบอกกับเพื่อนว่า

ยินดีด้วย กับอีกหนึ่งวันพิเศษในชีวิตของเพื่อน

ให้เพื่อนมีความสุขและมีความสดใส ในเส้นทางสายใหม่

ถ้ามีอะไรทำให้สะดุด ก็ขอให้เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตคู่ ด้วย Vitamin C for Love สามข้อนี้นะจ๊ะ

อ้อ !! อย่าลืมประโยคสุดท้ายของประธานฝ่ายเจ้าบ่าวนะ รีบๆมีเบบี๋เร็วๆ เพราะต่างอาวุโสแล้ว อิอิ

 

 

 

ความเห็น (4)

12784-07031974 รหัสลับของกาลเวลา

สองหมื่น – 20,000

 

 

ชีวิตนี้เรามีเวลากันแค่ไหน
ก็เคยได้ยินบางคนได้ลองประมาณเอาไว้

ว่าอย่างดีก็แค่สองหมื่นวัน

 

ไม่ต้องนับให้ชัดๆ ก็พอที่จะรู้
วันเวลาที่เราต่างมีอยู่บนโลกนั้น มันไม่ได้มากมาย

 

และวันนี้เราจะเสียไปอีกหนึ่งวัน จากชีวิตที่แสนสั้นไม่ได้ยืดยาว
ทั้งที่จริงเรามาที่นี่กันแค่เพียงชั่วคราว อีกไม่นานก็คงต้องลาจากไป

 

อยู่ที่เราจะใช้เวลาที่มี อยู่บนโลกนี้กันยังไง
เพื่อให้กับตัวเองคนเดียวทุกวัน หรือจะแบ่งปันให้คนอื่นบ้างไหม
เพื่อเราจะไม่ต้องมาเสียดาย เวลาที่ต้องจากไป

 

ทั้งชีวิตที่เดินผ่านมาเราโชคดีแค่ไหน
หรือเรายังจะอยากเก็บความโชคดีเอาไว้คนเดียว จนหมดสองหมื่นวัน

 

เพราะวันนี้เราจะถูกใช้ไปอีกหนึ่งวัน
จากชีวิตที่แสนสั้นไม่ได้ยืดยาว ทั้งที่จริงเรามาที่นี่กันแค่เพียงชั่วคราว
อีกไม่นานก็คงต้องลาจากไป

 

อยู่ที่เราจะใช้เวลาที่มี อยู่บนโลกนี้กันยังไง
เพื่อให้กับตัวเองคนเดียวทุกวัน หรือจะแบ่งปันให้คนอื่นบ้างไหม
เพื่อเราจะไม่ต้องมาเสียดายเวลาที่ต้องจากไป

 

อยู่ที่เราจะใช้เวลาที่มี อยู่บนโลกนี้กันยังไง
เพื่อให้กับตัวเองคนเดียวทุกวัน หรือจะแบ่งปันให้คนอื่นบ้างไหม
เพื่อเราจะไม่ต้องมาเสียดาย เวลาที่ต้องจากไป

 

เพื่อเราจะไม่ต้องมาเสียดาย เวลาที่ต้องจากไป

 

 

 

 

เลข 13 ตัวที่เป็นหัวข้อเอนทรี่นี้ ไม่ใช่เลข 13 หลักในบัตรประชาชนแต่อย่างใด

หากแต่เป็นตัวเลขที่มีความหมายบางสิ่งบางอย่างต่อตัวเรา

จะบอกว่ามันคือ รหัสลับของกาลเวลา ก็คงได้

ถ้าเวลาคือชีวิต เหมือนดังที่มีใครเคยพูดเอาไว้

ตัวเลขเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตเราด้วย

เลข 5 ตัวแรก เมื่อนำไปเทียบกับตัวเลข 20,000 ซึ่งเป็นบทเพลงของแสตมป์

มันก็ผ่านมากว่าครึ่งทางแล้วสินะ

ถ้านับเป็นเวลาปลีกย่อยลงไปอีก จาก 12,784 วัน

เทียบเท่ากับ 306,816 ชั่วโมง – 18,408,960 นาที – 1,104,537,600 วินาที

 

ตัวเลขมากมายคงไม่มีความสำคัญ หากว่าเราไม่ใช้วันเวลาเหล่านั้นอย่างมีคุณค่า ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

เมื่อเวลาผ่านไป มีเรื่องราวหลากหลายเกิดขึ้น ทั้งเรื่องราวดีดี รวมถึงเรื่องร้ายร้าย

แล้ววันเวลาจะค่อยๆเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน(ใจ) ให้เกิดขึ้นกับตัวเรา

ถึงวันนี้มีโอกาสนั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ภาพบางภาพช่างสวยงาม ขณะที่บางภาพก็หลอนความรู้สึกของเราเช่นกัน

 

มีหลายคนที่หล่นหายไปจากชีวิต

ทั้งที่จากเป็น รวมถึงจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

คงเป็นความรู้สึกและความทรงจำดีดี ที่เราจะเก็บมันเอาไว้ตลอดไป

 

มีหลายคนที่เดินเข้ามาในชีวิต หรือบางทีอาจเป็นเราที่เดินเข้าไปในชีวิตของเขา

หลายคนทำให้เรามีความสุข สุขมาก สุขมากมาย

จนมีบางช่วงตอนของชีวิตที่เกิดอาการ ติดสุข

ทุกวันนี้พยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง

วันหนึ่งผู้คนเหล่านั้นอาจหล่นหายไปจากชีวิตของเราเมื่อไหร่ก็ได้

 

ส่วนบางคนที่เคยทำให้เรามีความสุข(มาก)

ในวันนี้ ความรู้สึกนั้นอาจเปลี่ยนแปลงไป

แต่ถึงอย่างไรก็คง เกลียดไม่ลง

เพราะเรื่องราวดีดีที่มีร่วมกันก็ทำให้เรายิ้มได้เสมอเมื่อยามคิดถึง

 

มีหลายสิ่งที่เราได้ทำผิดพลาดไป ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตามที

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ คือนำเอาสิ่งที่ผิดพลาดเหล่านั้นมาเป็นครู เป็นบทเรียน

เพื่อสอนให้เราเรียนรู้ที่จะป้องกันและแก้ไขอย่างเต็มที่

 

เรื่องราวดีดีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมีอยู่มากมาย

แต่คงไม่มีอะไรดีเท่า ความรู้สึกภาคภูมิใจในความมีคุณค่าของตัวเอง ทั้งที่ผ่านสายตาของเราและผู้อื่น

สิ่งนี้จะคอย หล่อเลี้ยง ให้เราใช้วันเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่า และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

 

มีอีกหลายสิ่งเหลือเกินที่เรายังไม่ได้สัมผัสมัน ทั้งด้วยสายตา หัวใจ รวมถึง จิตวิญญาณ

หวังใจว่าเราคงจะมีเวลาให้กับสิ่งต่างๆเหล่านั้นบ้างในสักวัน

 

ถ้าหากเวลาคือชีวิต

เราจะใช้ชีวิตอย่างไรกับเวลาที่เหลืออยู่

คงไม่มีใครตอบได้ นอกจากตัวของเราเอง

 

 

** ครึ้มอกครึ้มใจแต่งกลอนให้ใครหลายๆคน

ปีที่แล้วแอบแต่งให้กับตัวเอง หนุกหนุก

ในมุมมองที่เรารู้สึกกับตัวเอง และจากมุมที่คนอื่นมองมา ** 

 

http://tussaneejum.spaces.live.com/blog/cns!1D7FADC4B142B61B!494.entry 

 

ความเห็น (5)

ชีวิตที่ต้องดูแลชีวิต

สองวันก่อน…
ยื้อยุดชีวิตเด็กที่ถูกงูทับสมิงคลากัดจนเกิดภาวะการหายใจล้มเหลวเอาไว้ได้
แม้ว่าตอนนี้ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ในไอซียูก็ตาม
แด่แนวโน้มน่าจะดีขึ้น
เป็นการเหน็ดเหนื่อยที่คุ้มค่าจริงๆ

วันนี้…
ตัดสินใจปลดปล่อยบางชีวิตไป
ชีวิตน้อยๆที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่เกิด
เรายื้อกันมาหลายเดือนแล้วสินะ
นอกจากหนูน้อยจะทรมาน คุณยายแก่ๆคนนึงที่คอยเฝ้าก็เหน็ดเหนื่อยไปด้วย
ขอให้หนูหลับอย่างสบาย…ตลอดไปนะ

มีชีวิตที่ต้องดูแลชีวิต มันก็เหนื่อยเอาการแฮะ
นอกจากเหนื่อยกาย จากการยื้อ
บางครั้งก็เหนื่อยใจ จากการปลดปล่อย ด้วยเช่นกัน
ถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากปลดปล่อยใครไปเลยสักคน
แต่เส้นทางชีวิตของแต่ละคน ได้ถูกข้างบนกำหนดมาแล้ว
ว่าต้องดำเนินไปเช่นไร เราคงทำได้เต็มที่ และ ดีที่สุดในจุดหนึ่งเท่านั้น

บางครั้งเคยเกิดอาการจิตตก กับสิ่งที่ได้พบเจอทุกเมื่อเชื่อวัน
เฝ้าคิดแต่ว่า ทำไมเราต้องถูกกำหนดมาให้ตัดสินใจตัดเส้นทางชีวิตของคนอื่นๆด้วยนะ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การตัดเส้นทางนั้น ก็เป็นการปลดปล่อย ให้พ้นจากสภาวะทุกข์ทรมานด้วยเช่นกัน

ถึงวันนี้ก็คงต้องปล่อยวาง
whatever will be will be

ความเห็น (4)