Archive for กุมภาพันธ์, 2009

เข็นรถขึ้นภูเขา

นิ้วกลมเขียนเอาไว้ใน
อาจารย์ท่านที่ 33 : จี. คิงส์ลี่ย์ วอร์ด 
‘เวลาเข็นรถขึ้นภูเขา เราไม่ควรหยุดกลางทาง’
ว่า…
สิ่งที่ยากที่สุดของการทำอะไรสักอย่างคือการเริ่มต้นลงมือทำ
คำว่า ‘เดี๋ยว’ นั้นอยู่ร่วมถ้ำเดียวกับ ‘ความสำเร็จ’ ไม่ได้
มีฉันไม่มีแก มีแกก็ไม่มีฉัน
คนที่พูดคำว่า ‘เดี๋ยว’ บ่อยๆ ย่อม ‘สำเร็จ’ น้อย คนที่ ‘สำเร็จ’ บ่อยๆ มักพูดคำว่า ‘เดี๋ยว’ ไม่บ่อยนัก
คนที่ชอบ ‘เดี๋ยว’ จึงกลายเป็นคนประเภท ‘เดี๋ยวสำเร็จ’ คือทำอะไรไม่สำเร็จสักที

‘น้องเดี๋ยว’ นั้นเหมือนตัวอิจฉาในละคร น่ารัก เซ็กซี่ อยู่ด้วยแล้วผ่อนคลายสบายใจ
เพราะไม่ต้องออกแรงทำอะไร จึงชวนให้หลงไหลได้ไม่ยาก
ขณะที่ ‘น้องสำเร็จ’ นั้นเหมือนนางเอกผู้เย่อหยิ่ง ช่างยากยิ่งที่จะพิชิตหัวใจเธอ
ต้องทุ่มเททั้งตัวและหัวใจกว่าจะได้มาเป็นคู่ครอง
แต่เมื่อพิชิตใจ ‘น้องสำเร็จ’ได้ย่อมน่าดีใจกว่า เพราะเธอมีคุณค่า และเป็นสิ่งที่เรารักจริงๆ
แต่ก็เพราะความที่ ’น้องเดี๋ยว’ช่างยั่วยวนชวนให้หลงนั่นเอง เราจึงนิยมเอ่ยชื่อเธออยู่บ่อยๆ
“เดี๋ยวค่อยทำ” “เดี๋ยวค่อยเริ่ม” “เดี๋ยวค่อยคิด” และอีกมากมายหลายเดี๋ยว

บางครั้งเราก็ข้ามพ้นคำว่า “เดี๋ยว” มาได้
เริ่มต้นลงมือทำไปได้พอสมควร เหมือนกองฟืนที่ก่อยากแต่แล้วก็ก่อติดขึ้นมาจนไฟลุกโชน
แต่พอมีคำว่า ‘เดี๋ยว’ แทรกเข้ามาในระหว่างนั้น ก็ทำให้ไฟที่กำลังลุกโชนมอดลงง่ายๆ
เมื่อเราหยุดทำสิ่งนั้น แล้วบอกกับตัวเองว่า “เดี๋ยวค่อยทำต่อ”

จี. คิงส์ลี่ย์ วอร์ด นักธุรกิจผู้เขียนหนังสือสอนลูกให้ดี เคยเขียนจดหมายสอนลูกชายเอาไว้ว่า
“คงสังเกตได้แล้วว่า การเข็นรถขึ้นภูเขานั้นยากเพียงใด เมื่อจะเข็นก็ต้องเข็นให้ถึงยอดเนิน
เพราะถ้าปล่อยไว้กลางทางรถจะไหลเลื่อนลงเนินไปอีก ต้องเริ่มต้นกันใหม่ มัวหยุดพักรีรอไม่ได้
การทำงานและการเรียนก็เช่นกัน เปรียบเหมือนเข็นรถขึ้นเนินเขา
ไม่ว่าจะทุ่มเทมากขึ้นเพียงไร เมื่อวานนี้ วันนี้ และต่อๆไปก็ต้องทุ่มเทเช่นกัน
มิฉะนั้นเท่ากับหยุด ‘แรงเหวี่ยง’ ที่กำลังเหวี่ยงได้จังหวะอยู่
ถ้าแรงเหวี่ยงล่าช้าและหยุดลงแล้ว ความหนืดเนือยจะเข้ามาแทนที่”

สิ่งที่ยากที่สุดของการทำอะไรสักอย่างคือการเริ่มต้นลงมือทำ เราต่างรู้ความจริงข้อนี้ดี
แต่ขณะเดียวกันเราก็รู้ความจริงอีกข้อด้วยเหมือนกันว่า สิ่งที่น่ายินดีที่สุดคือการทำสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ให้สำเร็จ

ผ่านปีใหม่มาจะเข้าสู่เดือนที่สามแล้วสินะ กำลังคิดว่า เรามี “น้องเดี๋ยว” อยู่ในตัวกี่เดี๋ยวแล้วหนอ
รู้สึกเหมือนช่วงนี้ ชีวิตเนือยๆหนืดๆแฮะ แม้ว่าจะมีเรื่องราวบันเทิงเริงใจอยู่บ้าง
ถ้าจะลองเข็นรถขึ้นภูเขาดูสักตั้ง ถึงมันจะเหนื่อย แต่ความสุขเมื่ออยู่บนยอดเขานั้น คงจะหอมหวานน่าดู ว่ามั้ย ^^

ความเห็น (5)

Valentine Diary – บันทึกหนึ่งวันธรรมดาของคนธรรมดา

14 กุมภาพันธ์ 2552

ตื่นขึ้นมา เสร็จธุระต่างๆ ก็เด้งออกมาจากบ้านเลย งานนี้ไม่ได้ขับรถเข้ากรุง เพราะให้น้องชายคนกลางเอารถไปเช็คให้

สายๆถึงหอพักน้องชายคนเล็ก (ซึ่งเป็นที่ซุกนอนของเราในยามเข้ากรุง)

หม่ำข้าวเที่ยงกับน้องชาย แล้วก็มุ่งหน้าไปสยาม (แหล่งรวมตัวของผู้คนมากมาย)

รู้สึกว่าเป็นอีกวันที่รถเยอะคนแยะ อาจเพราะเป็นวันพิเศษของใครหลายๆคน

ถึงที่นัดหมายก็บ่ายกว่าๆ

นัดกับก๊วนเพื่อดูหนังสักเรื่อง ซึ่งหนังที่ว่าเพิ่งเข้าฉายเมื่อสองวันก่อน

A moment in June – ณ ขณะรัก คือหนังที่เราได้ดูกัน

เนื่องจากเป็นคนที่ดูหนังไม่ค่อยบ่อย และไม่ค่อยสันทัดหนังที่มีอะไรให้คิด จึงไม่สามารถวิจารณ์ใดๆได้ 

แต่ก็มีบางช่วงตอนในหนังเรื่องนี้ที่ทำให้เราอินอยู่บ้าง สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้ก็คงจะเป็นเพลงประกอบ

นั่นคือเพลง ‘ความคิด’ ฟังกี่ทีกี่ทีก็ยังไพเราะเสนาะหู + ให้อารมณ์เศร้าๆ เหมือนเดิม

แล้วพวกเราก็พากันเดินจากสยามไป Central World เพื่อไปที่งาน A book street fair

ที่ซึ่งเราจะได้ฟังเพลง ‘ความคิด’ กันสดๆ รวมถึงเพลงอื่นๆของแสตมป์ด้วย

เพลงเพราะดี คนมาฟังก็มากมาย วันนี้ไม่ได้ช้อปหนังสือ เพราะผู้คนล้นหลามเข้าไม่ถึง แต่ก็ไม่วอรี่เท่าไหร่

เพราะมีจุดมุ่งหมายอยู่แล้วว่า วันรุ่งขึ้นเราจะมางานนี้กันอีกครั้ง เพื่อซื้อหนังสือบางเล่ม และเจอกับใครอีกหลายๆคน ^^

อืม วันนี้รู้สึกโชคดีจัง ได้เจอพี่จิก-ประภาส ไอดอลของเรา รวมถึงหมอเอิ้น-พิยะดา ได้แชะรูปคู่กับคนทั้งคู่ด้วยล่ะ

 

ตกเย็น ใครบางคนชวนไปเทศกาล “รักดี ดนตรีสร้างสุข” ซึ่งจัดโดย สสส. ที่สวนสันติชัยปราการ

ในยามค่ำคืน ผู้คนเยอะพอสมควร เสียงเพลงบนเวทีจาก สุกัญญา มิเกล ซึ่งเป็นนักร้องในช่วงที่เราไปถึง

เพลงเพราะๆ สนุกๆ แถมฉากหลังเวทีซึ่งมีแสงสีอันงดงามจากตัวป้อมฯ ช่างเป็นบรรยากาศที่รื่นหู + ละลานตา + สบายๆ ดีเชียว

เพลิดเพลินกับบรรยากาศที่นี่กันสักพัก ท้องไส้ก็เริ่มส่งเสียงบอกว่า หิวหิว กันถ้วนหน้า

ที่ตั้งใจว่าจะลองกินโรตีมะตะบะที่ขึ้นชื่อ ก็เป็นอันต้องล้มโครงการไป เพราะที่นั่งอันมีค่ายิ่งถูกจับจองหมดแล้ว แถมยังมีคนรอต่อคิวเพียบ

งานนี้ก็เลยเดินเท้าไปหาของกินเอาดาบหน้า ซึ่งไม่ไกลจากสวนสันติชัยปราการนัก ก็คือ…ถนนข้าวสาร นั่นเอง

ใครบางคนอาจบอกว่าไม่ไกล แต่งานนี้เล่นเอาปวดขาเหมือนกัน เดินๆๆๆ หาร้านที่จะหม่ำมื้อค่ำ มีคนบอกว่าลองกินอาหารญี่ปุ่นเจ้าอร่อยกันดีกว่า

แต่ของอร่อย ก็มีคนต้องการมาลิ้มลองเหมือนกับพวกเรา งานนี้ก็แห้วกันอีกเป็นร้านที่สอง

จากนั้นก็เดินกันต่อไป แล้วก็มาจบลงที่ร้านต้มยำกุ้ง มากินอาหารร้านนี้ก็หลายครั้ง แต่ดินเนอร์มื้อนี้ของพวกเรายังไม่ถูกปากเท่าที่ควร

อาจเพราะกินข้าวเคล้าเสียงเพลงที่ควรจะเพราะแต่กลับเพี้ยน ทำให้ต่อมรับรสทำงานแย่ลงไปชั่วคราวก็ได้มั้ง

 

รู้สึกเหมือนว่าอยากจะเติมความหวานให้กับชีวิต สักนิดก็ยังดี ให้สมกับที่ใครๆเค้าว่ากันว่าวันนี้เป็นวันหวานๆ

จึงพร้อมใจกันหม่ำขนมหวาน (แม้มันจะดึกไปหน่อยก็เหอะ) จุดหมายก็อยู่ไม่ไกล เดินไม่กี่เมตร(ไม่กี่ก้าว)ก็ถึงร้านแล้ว จะเรียกว่าขอพักขาไปด้วยก็ได้

ณ ร้าน True @ ข้าวสาร คือที่ที่เราแวะหม่ำเบเกอรี่ยามดึกกัน คนสี่คน กับขนมหวานสี่อย่าง อืม ไม่ธรรมดาเลย

ที่นี่เราได้พบกับอะไรที่มันหวานๆมันๆ ด้วยล่ะ รู้สึกสดชื่นขึ้นมานิดนึง ^^

ยังไม่เที่ยงคืน พวกเราคงยังออกจากข้าวสารไม่ได้ (มากี่ทีก็ไม่เคยได้กลับก่อนเที่ยงคืนเล้ย ยกเว้นเมื่อวันเด็กที่ผ่านมา)

ก็เลยไปชิลชิลกันต่อ แม้ว่าบางคนจะออกอาการไม่สบายตลอดวันที่ผ่านมา แต่ก็ยังชิลได้อยู่ (นับถือว่ะไอ้น้อง แต่ก็เจือปนด้วยความห่วงใยนะ)

 

จบท้ายหนึ่งวันธรรมดานี้ด้วยประโยคกวนใจจากใครบางคน

“รัก…มากเลย” 

อืม รู้สึกอิจฉาใครคนนั้นจัง ที่ถูกใครบางคนรัก ;)

ความเห็น (5)

บางสิ่งบางอย่าง

ชีวิตช่วงนี้…

ดูเหมือนจะนิ่งๆไป
แต่แล้วก็เกิดปิ๊งไอเดีย
ที่จะให้กำเนิด…บางสิ่งบางอย่าง
ขณะนี้เริ่มจับต้องได้บ้าง
ไม่ได้หวังว่าจะ “จับใจ”
ขอแค่ “ถูกใจ” ก็พอแล้ว

(ยึดหลัก…เมื่อไม่ต้องการ เท่าที่มีอยู่ก็สุขแล้ว ^^)

ความเห็น (2)