“ น่าอิจฉาเด็กๆเนอะ อยากกลับไปเป็นเด็กอีก
ชีวิตช่วงนั้นไม่มีความทุกข์อะไรเลย
มีแต่สนุกไปวันๆ ยังไม่ต้องคิดอะไรมาก
ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะแยะ ”
เพื่อนสาวคนหนึ่งของผมพูดขึ้นมา
ผมเก็บประโยคคำพูดของเธอใส่รูหู ปล่อยให้มันไหลเข้าไปในสมอง
ระหว่างนั้นก็ถามตัวเองว่า อยากกลับไปเป็นเด็กอีกไหม
คำตอบที่ได้คือ -ไม่อยาก
ชีวิตคือส่วนผสมระหว่างความสุขกับความทุกข์
อยู่ที่เราจะบริหารหัวใจรับมือกับมันทั้งคู่อย่างไรให้สมดุล
ชีวิตที่ดีไม่น่าจะใช่ชีวิตที่มีแต่ความสุข
แต่น่าจะเป็นชีวิตที่สามารถรับมือกับสุขและทุกข์ได้อย่างดีมากกว่า
เพราะชีวิตที่มีแต่สุขนั้นคงไม่มีอยู่จริง
หากใครคาดหวังว่าจะมีชีวิตแบบนั้นก็ยิ่งน่าจะทำให้ทุกข์หนักเข้าไปอีก
สมัยเป็นเด็ก…เป็นช่วงอายุที่เราได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจากมนุษย์โลก
ทั้งพ่อแม่พี่น้องและคนแปลกหน้าที่เห็นเราแล้วก็ต้องทำหน้าทำตาเอ็นดู อยากประคบประหงม
พอโตขึ้นหน่อย…ความสุขก็เกิดจากการได้ของเล่น ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา
เมื่อได้มาก็ยิ้มไม่หุบ แต่พอไม่ได้ก็ทุกข์ จนแทบนอนไม่หลับ
ดูเหมือนว่าความสุขของเราจะขึ้นอยู่กับการพยักหน้าหรือส่ายหน้าของพ่อแม่
พอเข้าสู่วัยรุ่น…ความสุขหรือทุกข์เริ่มขึ้นอยู่กับหมู่เพื่อน และเพศตรงข้าม
หากรักเขาแล้วเขารักกลับก็มีความสุข หากรักไปแล้วเขาไม่รักมาก็ทุกข์ใจ
ต้องเดินตากฝน หรือเปิดฝักบัวรดหัว เพื่อชำระล้างความเศร้าเหมือนในมิวสิควิดีโอ
ความสุข – ความเศร้าจากการต้องการความรักนั้นยังต่อเนื่องไปจนกระทั่งเราแก่
เมื่อเปลี่ยนผันไปเป็นพ่อแม่…ความสุข – ความทุกข์ของเราก็เริ่มขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเล็กที่ค่อยๆเติบโตขึ้น
หากลูกยิ้มเราก็ยิ้ม หากลูกได้ดีเราก็ดีใจ
หากลูกพลาดพลั้งอะไรไป เราเองก็เสียใจเช่นกัน
เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่…ความสุข – ความทุกข์อาจขึ้นอยู่กับสุขภาพด้วยอีกประการหนึ่ง
แม้เรี่ยวแรงกำลังอาจจะลดน้อยถอยลงกว่าตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว
แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่สะสมเอาไว้คือประสบการณ์อันมีค่า และความเข้าใจสิ่งต่างๆในชีวิต
ซึ่งความเข้าใจนี่เองที่เป็นที่มาของความสุข
ไม่ได้สุขจากการคาดหวัง อยากได้นู่นเป็นนี่เหมือนสมัยเด็กๆ วัยรุ่น หรือหนุ่มสาว
แต่เป็นความสุขจากความพอใจในสิ่งที่มีอยู่
ตัวเลขอายุที่มากขึ้นวิ่งสวนทางกับตัวเลขความต้องการที่น้อยลง
บางที ความต้องการความสุขนั่นเองที่นำมาซึ่งความทุกข์
เมื่อไม่ต้องการ เท่าที่มีอยู่ก็สุขแล้ว
ชีวิตของผู้อาวุโสจึง ‘นิ่ง’ กว่าเด็ก วัยรุ่น หรือหนุ่มสาว
ผู้ใหญ่ทั้งหลายมักมีความสุขอยู่กับสิ่งเดิมๆ ผู้คนเดิมๆ และบรรยากาศเดิมๆ เป็นชีวิตที่ตัวเองพอใจ
แถมยังได้เรียนรู้ที่จะตั้งความคาดหวังและกำหนดเป้าหมายอยู่บนฐานของความจริงมากกว่า
หากจะมองกันให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความนิ่ง การตั้งความคาดหวังที่เป็นจริง และการไม่แคร์สายตาคนอื่นจะว่าไปทั้งหมดสามารถรวมกันเป็นคำเดียวได้
คำนั้นคือคำว่า ‘ความพอใจ’ ในตัวเอง
ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย ไม่เฉพาะวัยชรา
ทุกวันวัย หากพยายามทำความเข้าใจและพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ก็สามารถมีความสุขได้เท่าๆกัน
…
เนื้อหาข้างบน อ่านมาจากหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1483
คอลัมน์ ‘ขุนพลอาจารย์บาน’ ซึ่งเขียนโดย ‘นิ้วกลม’
ในหัวข้อ…อาจารย์ท่านที่ 28 : ฮารูกิ มูราคามิ พอแก่แล้วเราก็ยิ่งเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่มี
มีความรู้สึกว่าเอ๋ลุ่มลึกขึ้น อาจเพราะเริ่มสะสมประสบการณ์มากขึ้นนั่นเอง ^^
ในวัยที่ไม่ต่างกันมากนัก ยังคงพูดไม่ได้เต็มปากว่า “เข้าใจ” สิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดีพอ
ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ เรียกว่ายังคงศึกษาอยู่ใน “มหาวิทยาลัยชีวิต”
ใครบางคนเคยบอกว่า ตัวเรานั้นมองโลกสีขาวเกินไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงถูกมองเช่นนั้น
ถึงตอนนี้เริ่มเรียนรู้แล้วว่า โลกนี้ยังมีมุมสีเทาแอบแฝงเอาไว้
ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเปิดตาเปิดใจจนมองเห็นในมุมนั้นหรือเปล่า
ถ้าจะถามว่า วันนี้มีความสุขจากความพอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือเปล่า มันก็สุขดีนะ
แต่ก็ยังมีทุกข์แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ บางครั้งก็เป็นความทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากตัวเอง
บางคราวก็ทุกข์จากความคาดหวัง…ที่มากเกินไป
คงจะดีไม่น้อยถ้าหากชีวิตของเรา ‘นิ่งขึ้น’