Archive for มกราคม, 2009

คนก็เป็นเหมือนวงกลม

คน ก็เป็นเหมือนวงกลม

มีหลายด้านให้มอง…

มี 360 องศา ให้เดินค้นหา มองเห็น

แต่คนเรามักจะหยุดอยู่แค่องศาแรกที่มองเห็น
และยึดติดว่าสิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้ในด้านนั้น
เป็นทุกอย่างของคน คนนั้น ไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อคน คนนั้นเริ่มหมุน
เปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ให้ได้ดู ได้เห็น ได้รับรู้บ้าง
กลับบอกว่าเขา – เปลี่ยนไป

ฉะนั้น การจะรู้จัก คบหากับใครสักคน
ต้องเดินวนให้ครบ 360 องศา ก่อน .. ใช่มั้ย
ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าคน คนนั้นมีกี่มุม ให้ได้มอง

forward mail จากพี่ชาย

อ่านแล้วชอบ

อ่านแล้วคิดถึงทั้งตัวเอง

และคิดถึงใครต่อใคร

ความเห็น (3)

เมื่อไม่ต้องการ เท่าที่มีอยู่ก็สุขแล้ว

 

น่าอิจฉาเด็กๆเนอะ อยากกลับไปเป็นเด็กอีก

ชีวิตช่วงนั้นไม่มีความทุกข์อะไรเลย

มีแต่สนุกไปวันๆ ยังไม่ต้องคิดอะไรมาก

ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะแยะ

 

เพื่อนสาวคนหนึ่งของผมพูดขึ้นมา

ผมเก็บประโยคคำพูดของเธอใส่รูหู ปล่อยให้มันไหลเข้าไปในสมอง

ระหว่างนั้นก็ถามตัวเองว่า อยากกลับไปเป็นเด็กอีกไหม

คำตอบที่ได้คือ -ไม่อยาก

 

ชีวิตคือส่วนผสมระหว่างความสุขกับความทุกข์

อยู่ที่เราจะบริหารหัวใจรับมือกับมันทั้งคู่อย่างไรให้สมดุล

ชีวิตที่ดีไม่น่าจะใช่ชีวิตที่มีแต่ความสุข

แต่น่าจะเป็นชีวิตที่สามารถรับมือกับสุขและทุกข์ได้อย่างดีมากกว่า

เพราะชีวิตที่มีแต่สุขนั้นคงไม่มีอยู่จริง

หากใครคาดหวังว่าจะมีชีวิตแบบนั้นก็ยิ่งน่าจะทำให้ทุกข์หนักเข้าไปอีก

 

สมัยเป็นเด็ก…เป็นช่วงอายุที่เราได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจากมนุษย์โลก

ทั้งพ่อแม่พี่น้องและคนแปลกหน้าที่เห็นเราแล้วก็ต้องทำหน้าทำตาเอ็นดู อยากประคบประหงม

 

พอโตขึ้นหน่อย…ความสุขก็เกิดจากการได้ของเล่น ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา

เมื่อได้มาก็ยิ้มไม่หุบ แต่พอไม่ได้ก็ทุกข์ จนแทบนอนไม่หลับ

ดูเหมือนว่าความสุขของเราจะขึ้นอยู่กับการพยักหน้าหรือส่ายหน้าของพ่อแม่

 

พอเข้าสู่วัยรุ่น…ความสุขหรือทุกข์เริ่มขึ้นอยู่กับหมู่เพื่อน และเพศตรงข้าม

หากรักเขาแล้วเขารักกลับก็มีความสุข หากรักไปแล้วเขาไม่รักมาก็ทุกข์ใจ

ต้องเดินตากฝน หรือเปิดฝักบัวรดหัว เพื่อชำระล้างความเศร้าเหมือนในมิวสิควิดีโอ

ความสุข – ความเศร้าจากการต้องการความรักนั้นยังต่อเนื่องไปจนกระทั่งเราแก่

 

เมื่อเปลี่ยนผันไปเป็นพ่อแม่…ความสุข – ความทุกข์ของเราก็เริ่มขึ้นอยู่กับเจ้าตัวเล็กที่ค่อยๆเติบโตขึ้น

หากลูกยิ้มเราก็ยิ้ม หากลูกได้ดีเราก็ดีใจ

หากลูกพลาดพลั้งอะไรไป เราเองก็เสียใจเช่นกัน

 

เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่…ความสุข ความทุกข์อาจขึ้นอยู่กับสุขภาพด้วยอีกประการหนึ่ง

แม้เรี่ยวแรงกำลังอาจจะลดน้อยถอยลงกว่าตอนที่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว

แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่สะสมเอาไว้คือประสบการณ์อันมีค่า และความเข้าใจสิ่งต่างๆในชีวิต

ซึ่งความเข้าใจนี่เองที่เป็นที่มาของความสุข

ไม่ได้สุขจากการคาดหวัง อยากได้นู่นเป็นนี่เหมือนสมัยเด็กๆ วัยรุ่น หรือหนุ่มสาว

แต่เป็นความสุขจากความพอใจในสิ่งที่มีอยู่

 

ตัวเลขอายุที่มากขึ้นวิ่งสวนทางกับตัวเลขความต้องการที่น้อยลง

บางที ความต้องการความสุขนั่นเองที่นำมาซึ่งความทุกข์

เมื่อไม่ต้องการ เท่าที่มีอยู่ก็สุขแล้ว

ชีวิตของผู้อาวุโสจึง นิ่งกว่าเด็ก วัยรุ่น หรือหนุ่มสาว

ผู้ใหญ่ทั้งหลายมักมีความสุขอยู่กับสิ่งเดิมๆ ผู้คนเดิมๆ และบรรยากาศเดิมๆ เป็นชีวิตที่ตัวเองพอใจ

แถมยังได้เรียนรู้ที่จะตั้งความคาดหวังและกำหนดเป้าหมายอยู่บนฐานของความจริงมากกว่า

 

หากจะมองกันให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความนิ่ง การตั้งความคาดหวังที่เป็นจริง และการไม่แคร์สายตาคนอื่นจะว่าไปทั้งหมดสามารถรวมกันเป็นคำเดียวได้

คำนั้นคือคำว่า ความพอใจในตัวเอง

ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกวัย ไม่เฉพาะวัยชรา

ทุกวันวัย หากพยายามทำความเข้าใจและพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ก็สามารถมีความสุขได้เท่าๆกัน

 

 

เนื้อหาข้างบน อ่านมาจากหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1483

คอลัมน์ ขุนพลอาจารย์บานซึ่งเขียนโดย นิ้วกลม

ในหัวข้อ…อาจารย์ท่านที่ 28 : ฮารูกิ มูราคามิ พอแก่แล้วเราก็ยิ่งเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่มี

มีความรู้สึกว่าเอ๋ลุ่มลึกขึ้น อาจเพราะเริ่มสะสมประสบการณ์มากขึ้นนั่นเอง ^^

 

ในวัยที่ไม่ต่างกันมากนัก ยังคงพูดไม่ได้เต็มปากว่า เข้าใจสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ดีพอ

ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ เรียกว่ายังคงศึกษาอยู่ใน มหาวิทยาลัยชีวิต

ใครบางคนเคยบอกว่า ตัวเรานั้นมองโลกสีขาวเกินไป ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงถูกมองเช่นนั้น

ถึงตอนนี้เริ่มเรียนรู้แล้วว่า โลกนี้ยังมีมุมสีเทาแอบแฝงเอาไว้

ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเปิดตาเปิดใจจนมองเห็นในมุมนั้นหรือเปล่า

 

ถ้าจะถามว่า วันนี้มีความสุขจากความพอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือเปล่า มันก็สุขดีนะ

แต่ก็ยังมีทุกข์แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ บางครั้งก็เป็นความทุกข์ที่ไม่ได้เกิดจากตัวเอง

บางคราวก็ทุกข์จากความคาดหวัง…ที่มากเกินไป

คงจะดีไม่น้อยถ้าหากชีวิตของเรา นิ่งขึ้น

 

 

ความเห็น (4)

ที่สูง…ในมุมมองของ “นิ้วกลม”

ยิ่งสูงยิ่งหนาว-ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล

« เมื่อ: มกราคม 07, 2009, 09:12:43 AM »

 

หวัดดีปีใหม่ใหม่จ้า…เอ๋
มีคำถามต้อนรับปีใหม่สั้นๆว่า..
เอ๋ มีความเห็นอย่างไรกับคำพูดที่ว่า

ยิ่งสูงยิ่งหนาว” กับ ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล”

 

Re: ยิ่งสูงยิ่งหนาว-ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล

« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 09 , 2009, เวลา 03:15:17 PM »

 

สวัสดีปีใหม่ครับพี่จุ๋ม
ขอบคุณมากๆ เลยครับสำหรับของขวัญปีใหม่
ผมได้รับปุ๊บก็อ่านปั๊บ รวดเดียวเกือบจบเลย
เล่นเอาอารมณ์ดีต้อนรับปีใหม่เลยครับ
 
คำถามสั้นๆ ของพี่จุ๋มนี่ต้องคิดยาวเลยครับกว่าจะตอบ
หากพูดถึงการเดินขึ้นเขา ยิ่งสูงยิ่งหนาว ผมว่าเป็นเรื่องจริง
ไม่ใช่แค่หนาว แต่ยิ่งสูงขึ้นไปออกซิเจนยิ่งน้อย และยิ่งหายใจลำบาก
ทำให้เดินช้าลง แถมทางเดินก็จะชันมากขึ้น เดินยาก
และยิ่งสูงมากๆ ก็จะต้องกรุยทางเอง
เพราะเป็นตำแหน่งที่ยังไม่เคยมีคนเดินนำหน้าและถางทางไว้ให้
มองลงไปก็หวาดเสียว ตกลงไปคงมีสักอวัยวะต้องหักหรือบาดเจ็บ
จึงมิใช่แค่ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งเสียวอีกด้วย

ถ้าพูดถึงการทำงานหรือตำแหน่งหน้าที่
ยิ่งสูงจะยิ่งหนาวหรือไม่ อันนี้ผมอาจตอบได้ไม่ดีนัก
เพราะผมเองก็อยู่ต่ำๆ เตี้ยๆ มาโดยตลอด
ยังไม่มีโอกาสขึ้นไปยืนบนที่สูงๆ กับเขาสักเท่าไหร่
แม้ว่าจะได้กระเถิบขึ้นตามลำดับมาแบบช้าๆ
แต่ตำแหน่งที่ยืนอยู่ก็ยังไม่สูงนัก
ผมจึงต้องตอบคำถามนี้จากการสังเกตคนที่เขาอยู่ในตำแหน่งสูงๆ กัน

ผมเคยคุยกับเพื่อนๆ ว่าเจ้านายทั้งหลายนี่ตอนช่วงพักกลางวันคงจะเหงา
เพราะเขาต้องออกไปกินข้าวคนเดียว คือไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าเอ่ยปากชวน
เขาไปกินข้าวด้วยกัน แต่เอาจริงแล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปเสียทั้งหมด
ผมพบผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่กอดคอกินข้าว (เผลอๆ กินเหล้า) กับพนักงาน
แถมบางทีก็นั่งปรับทุกข์ แชร์ชีวิต และแบ่งปันปรัชญาความคิดสู่กันฟัง

ซึ่งผมชอบหัวหน้าแบบนี้นะครับ เขาเผยให้เห็นว่าเขาเองก็มีด้านที่อ่อนแอ
คนที่เป็นผู้นำไม่จำเป็นต้องเก๊กทำท่าเป็นคนเก่งหรืออัศวินผู้แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
แต่น่าจะทำเป็นตัวเป็นเพื่อนที่รับฟังปัญหาของเพื่อนร่วมบริษัท เพื่อนร่วมกลุ่ม
และมีโอกาสได้บ่น ได้แบ่งปัญหาหนักอกของเขาให้เราฟังบ้าง

เมื่อหัวหน้าปฏิบัติกับผมแบบนี้ ผมก็รู้สึกทันทีเลยว่าเขาเป็นเพื่อนกัน
และผมรู้สึกว่าเขาไม่ได้เดินขึ้นเขาอยู่คนเดียว เขามีเพื่อนๆ รุ่นน้อง (ลูกน้อง)
อย่างผมคอยสนับสนุน ส่งข้าว ส่งไม้เท้า ส่งน้ำให้กัน ในเวลาที่เขาต้องการ
ไม่มีระยะห่างระหว่างเรา เพราะเขาทำตัวไม่มีระยะห่าง ไม่วางตัวสูงส่ง
หัวหน้าของผมจึงไม่หนาวเท่าไหร่ แม้ว่าเขาจะยืนอยู่บนที่สูงขนาดนั้น

อ้อ ที่สำคัญ ผมคิดว่าคนที่อยู่บนที่สูงต้องไม่มั่นใจในตัวเองเกินไป
และกล้าที่แบ่งภาระหน้าที่และความรับผิดชอบให้กับลูกน้องที่ลดหลั่นลงมาได้ทำบ้าง
ไม่แบกของขึ้นหลังมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาเพียงลำพัง ของยิ่งหนักก็ยิ่งตกง่าย
การแบ่งงานให้ลูกน้องช่วยรับผิดชอบ นอกจากจะลดอาการหนาวแล้ว
ยังทำให้รู้สึกว่ามีเพื่อนร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกันอีกด้วย

ผมคิดว่าคนเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารก็เหมือนคนเดินขึ้นเขา
การเดินขึ้นไปสู่จุดหมายหรือยอดเขานั้นเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ
และจริงๆ แล้วก็มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย คนเราควรเติบโตและนำประสบการณ์ดีๆ
มาใช้บริหารบริษัทเพื่อให้บริษัทเจริญก้าวหน้าต่อไป
แต่การเดินขึ้นเขานั้นอยู่ที่ว่า เราจะมุ่งหน้าเดินขึ้นไปคนเดียว
เพื่อที่จะได้หน้าได้ตาตอนที่ประสบความสำเร็จ ตอนที่พิชิตยอดเขาเพียงคนเดียว
หรือเราเลือกที่จะเดินขึ้นไปกับทีมที่เรารัก และทีมที่รักเราเพื่อจะไปพิชิตยอดเขาด้วยกัน

การยืนอยู่บนยอดเขาคนเดียวนั้นหนาวแน่นอนครับ
แต่ถ้ามีคนยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกัน ความหนาวนั้นอาจลดน้อยลง
และที่สำคัญคือการที่เรามีคนร่วมฉลองตอนที่พิชิตยอดเขาได้สำเร็จ

ส่วนยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกลนั้น ผมว่าวลีนี้ตีความได้หลายอย่าง
หากพูดถึงความสูงจริงๆ ในแง่รูปธรรม ไม่จำเป็นเสมอไปว่า
ยิ่งเราขึ้นไปสูงๆ แล้วเราจะยิ่งมองเห็นไปได้ไกลขึ้น
ลองนึกถึงเวลาที่เรานั่งอยู่บนเครื่องบิน เมื่ออยากมองลงมาข้างล่าง
ก็เห็นแต่ก้อนเมฆขุ่นๆ เต็มไปหมด หรือกระทั่งเวลาเดินเขา
เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาสูงๆ มองลงมาก็ไม่เห็นพื้นดินที่อยู่ไกลๆ แล้ว
จะเห็นก็แต่ยอดเขาที่เราข้ามผ่านมา ผมว่าในเชิงรูปธรรม
เราอาจไม่ได้มองเห็นไกลขึ้น แต่ในเชิงนามธรรมหรือในจิตใจ
เราอาจเข้าใจอะไรต่อมิอะไร และมองเข้าไปเห็นจิตใจของเราได้มากขึ้นมากกว่า

ผมชอบคำพูดของเซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน ที่บอกว่าคนเราจะเห็นได้ไกลขึ้น
เมื่ออาศัยรากฐานความรู้จากผู้คนในอดีต โดยเปรียบเทียบว่า
“If I can see further than anyone else,
it is only because I am standing on the shoulders of giants”
ซึ่ง Giants ทั้งหลายก็คือนักคิดในยุคก่อนที่เขาจะเกิดนั่นเอง

เมื่อมาเปรียบเทียบกับการดำรงตำแหน่งสูงๆ ในองค์กรต่างๆ
ผมจึงคิดว่ามันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง อยู่ที่ผู้บริหารคนนั้นจะเป็นอย่างไร
เขาอาจเดินมาไกลจนลืมพื้นดินต่ำๆ ธรรมดาที่เคยใช้ชีวิตมาก่อน
และมองเห็นเพียงแค่ยอดเขาเตี้ยๆ ไม่ไกลที่เพิ่งเดินผ่านมา
หรือเขาอาจจะเก็บบทเรียนระหว่างทาง และประสบการณ์จากผู้มาก่อน
และมองเห็นได้ไกลขึ้น

จึงเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล หรืออาจจะสั้นกุดก็เป็นได้
อยู่ที่เขาจะเป็นคนขี้จดจำหรือขี้ลืม

ยอดเขาสูงๆ นั้นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่รู้วิธีปีนขึ้นไป
แต่มันก็ไม่อันตรายนักสำหรับคนที่ปีนเป็น
และนักปีนเขาที่ปีนเป็นทั้งหลายก็รู้ดีว่าต้องศึกษาจากความผิดพลาด
และความสำเร็จของผู้มาก่อน และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้พิชิตยอดเขาทุกคนต้องมี
ก็คือ เชอร์ปาหรือผู้ร่วมทางที่ชำนาญทาง คุ้นชินสภาพอากาศและพื้นที่

ถ้า ปีนเป็นมีข้อมูลที่ดี มีเพื่อนร่วมทางที่ดี
ยอดเขาสูงๆ ก็อาจไม่หนาวจนเกินไปครับ
 

ความเห็น (4)

ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล

- ที่สูง -

หนึ่งคนบนพื้น ที่ไม่อาจขัดขืนผู้ขีดชะตา

สั่งให้แพ้ตลอดมา ให้ดวงตาและใจเจอะทางตัน

หนึ่งคนที่ท้อ จนอยากที่จะพอและอยากจะถอย

ทิ้งชีวิตให้หลุดลอย จากข้างบนที่สูงเพื่อจบมัน

ก็เคยเป็นฉันที่เคยคิดทำ ในวันที่ไหวเอน

แต่พอได้ยืนข้างบนที่สูงฉันก็ได้รู้

 

ว่าอยู่ยิ่งสูงยิ่งเห็น ยิ่งสูงยิ่งมองได้ไกล

และได้เห็นในมุมมองที่กว้างไกล เปิดความคิดให้ใจจากสายตา

ว่าเราควรยืนมองดู อยู่เหนือหัวใจแห่งปัญหา

และจะเห็นทุกเรื่องราวไม่หนักหนา หมื่นทางตันยังมีทางนึงให้ออกเสมอ

 

หนึ่งคนบนพื้น จะเจอะเจอวันคืนที่เจ็บเท่าไร

เปิดดวงตาและเปิดใจ จะไม่มีอะไรมาบั่นทอน

หนึ่งคนคนนี้ จะเจอะสิ่งไม่ดีอีกสักแค่ไหน

ใช้ชีวิตอย่างเข้าใจ ภาพข้างบนที่สูงได้สั่งสอน

จะเป็นคนไหนที่เคยคิดทำ ในวันที่ไหวเอน

แค่ลองได้ยืนข้างบนที่สูงแล้วก็จะรู้

เพลง ที่สูง ของอ๊อฟ ปองศักดิ์ ในอัลบั้มล่าสุด – This is Aof

คำร้องโดย..ยรรยง จันทรคณา ทำนองโดย..จรส ฟูพร้อมวงศ์ และเรียบเรียงโดย..อภิไชย เย็นพูนสุข

เนื้อหาของเพลงให้แง่คิดดีๆ สำหรับคนที่ท้อแท้และกำลังมีปัญหา ว่า…

ในทุกปัญหา มีทางออกเสมอ

จากการที่ได้ดูคอนเสิร์ต The Singer ของอ๊อฟ-ปองศักดิ์

ทำให้ทราบถึงที่มาของเพลงนี้ซึ่งมาจากเรื่องราวของเขาเอง

ในห้วงเวลาที่ชีวิตประสบกับปัญหารู้สึกท้อแท้มองไม่เห็นหนทางแก้ไข

จนเกือบทำร้ายชีวิตของตัวเอง(จากบนที่สูง) แต่มีคนที่รัก+ห่วงใยได้ช่วยให้เขาหลุดพ้นมาได้

ย้อนกลับมามองตัวเอง รู้สึกโชคดีมากมายที่ไม่เคยคิดจะขึ้นไปอยู่บนที่สูง(ตามความหมายของเพลงนี้)เลย

แต่กลับมีหลายคนที่คิดจะขึ้นไปยังที่สูงแห่งนั้น ได้ส่งเสียงพูดคุยกันในช่วงนาทีวิกฤติแห่งชีวิต

ขอบคุณอะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้คนเหล่านั้นได้ “มองเห็น” ทางออก และไม่ปล่อยให้ชีวิตตัวเองได้หลุดลอยไป

เพราะการที่ชีวิตหนึ่งจะถือกำเนิดขึ้นมานั้นไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ยากไปกว่าการใช้ชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย…ด้วยความดีงาม

ความเห็น (1)

ครบสิบปี…ที่ไม่มี “เธอ”

2 มกราคม 2552
ครบรอบสิบปีที่ เธอ-ผู้หญิงซึ่งเป็นที่รักยิ่งของครอบครัวเรา ได้จาก(โลกนี้)ไป
ไม่ว่าตอนนี้ “แม่” จะอยู่แห่งหนใด
อยากบอกให้รู้ว่า
คิดถึงเสมอ และ ตลอดไปนะ

- จุ๋มเอง -

ความเห็น (3)