Archive for พฤศจิกายน, 2008

ฤดูไหน

attd7251

 

** forward mail น่ารักๆจากน้องชาย ^^

     สำหรับตัวเราตอนนี้กำลังอยู่ใน “ฤดูหนาว+ฤดูไหน”

     เพราะเป็นฤดูที่กำลังคิดถึงใครใคร+คิดถึงเธอ **

ความเห็น (3)

ความสุข-ความคาดหวัง

ไม่ตั้งใจแต่ทำไมจึงสุข

« เมื่อ: พฤศจิกายน 10, 2008, เวลา 03:04:00 PM »

 

หวัดดี..เอ๋


เคยเป็นมั้ย..
เวลาที่เราตั้งใจกับอะไรบางอย่าง
เรามักจะคาดหวังกับผลที่จะได้รับเสมอ
ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องราวของ
ความสุข
ถ้าเราหวังมาก แล้วไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจตรงข้ามกับความสุขก็ได้
หรือถ้ามีความสุข มันอาจจะอยู่กับเราไม่ได้นาน

 

ปล..ชื่อหัวข้อนี้ เป็นชื่อหนังสือชุดฟาสต์ฟู้ดธุรกิจเล่มใหม่ ของหนุ่มเมืองจันท์
พี่ตุ้มฝากมาบอกเอ๋ว่า
อย่าสุขมากนัก เดี๋ยวจะเกรียม ^^

 

Re: ไม่ตั้งใจแต่ทำไมจึงสุข

« ตอบ #1 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:45:37 PM »

 

สวัสดีครับพี่จุ๋ม
ผมว่าสิ่งที่ทำให้คนเรามีพลังก็คือ
ความคาดหวัง
และสิ่งที่ทำให้เราหมดพลังก็คือ
ความคาดหวังนี่เอง

 

ผมว่าการ หวังสูงมีข้อดีของมัน เหมือนการเดินขึ้นเขา
ถ้าเราหวังว่าเราจะไปให้ถึงยอดสูงสามพันเมตร
เราก็จะเตรียมแรงและเตรียมใจเอาไว้สำหรับความสูงสามพันเมตร
และนั่นทำให้เรามีโอกาสไปถึง หรืออย่างน้อยก็เข้าใกล้ความสูงระดับนั้น

 

แต่ถ้าเรา หวังต่ำแค่จะไปให้ถึงสองพันเมตร
เราไม่มีวันจะพิชิตยอดสามพันเมตรได้แน่นอน
พอไต่ถึงระดับพันเก้าร้อยกว่าๆ ก็เริ่มนึกถึงที่นอนนุ่มๆ ซะแล้ว

 

เรื่องความฝันและจุดมุ่งหมาย ถ้าเป็นได้ ผมว่าเราน่าจะหวังให้ไกล
ต่อให้คนที่หวังไกลผิดหวัง ก็ยังอาจจะไปได้ไกลกว่าคนหวังใกล้ๆ ที่ทำสำเร็จ

 

ในตอนนั้นเราอาจคิดว่าเราไปไม่ถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้
แต่ที่จริงเราอาจจะเดินมาได้ไกลมาก
เพียงแค่
จุดหมายของเราอยู่ไกลกว่านั้นเท่านั้นเอง

 

แต่ในเรื่องของความสุข อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าเรา
หวังต่ำเรามักจะ สุขสูง

 

วันนั้นผมไปซื้อคุกกี้ยี่ห้อหนึ่งมากิน ผมคาดหวังว่ามันจะรสชาติธรรมดาๆ
เพราะราคามันถูกกว่าโอรีโอมาก แต่พอแกะออกมาใส่ปาก
โอ้ว
พระเจ้า! มันช่างอร่อยระดับเป็นเพื่อนโอรีโอได้เลย!

 

ผมว่า ความหวังที่ตั้งไว้สำหรับการส่งพลัง ออกไป ควรตั้งไว้สูงๆ ครับ
แต่
ความหวัง ที่ตั้งไว้สำหรับการได้รับ กลับมาน่าจะตั้งไว้ต่ำๆ หรือไม่ตั้งเลยน่าจะดี

 

อย่างเวลาตั้งต้นเขียนหนังสือ
ผมอยากให้ข้อความของผมไปถึงคนเยอะๆ อยากให้คนอ่านชอบมัน
แต่พอเขียนเสร็จ ผมก็ลดความคาดหวังลงทันที ขอแค่มีหนึ่งคนบอกว่าชอบก็ดีใจแล้ว
ที่ลดความคาดหวังลงก็ไม่ใช่เพราะอะไร ก็เพราะกลัวผิดหวังนั่นแหละครับ

 

ผมว่า ความคาดหวังมีด้วยกันสองแบบ
หนึ่ง
ความคาดหวังที่เราตั้งเอาไว้สำหรับตัวเอง
อันนี้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าเราไปถึงจุดที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง
และสอง
ความคาดหวัง ที่เราหวังว่าคนอื่นจะหยิบยื่นกลับมา
อันนี้ยากจะคาดเดา และไม่มีสิทธิ์ที่เราจะควบคุม

 

ความคาดหวังแบบแรกนำมาซึ่งพลัง และถ้าทำได้ก็เป็นสุข
ความคาดหวังแบบหลังนำมาซึ่งอาการใจสั่น ถ้าเขาไม่ยื่นกลับมาก็เป็นทุกข์

 

ดูเหมือนว่า ถ้าเราตั้ง ความคาดหวังสำหรับตัวเองให้สูง
และตั้ง
ความคาดหวังในการตอบรับจากคนอื่นให้ต่ำ
น่าจะทำให้มีความสุขง่ายขึ้น เพราะอย่างแรกเราควบคุมได้
แต่อย่างหลังนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของเรา

 

อะไรที่ควบคุมไม่ได้ หากคิดจะควบคุมก็ทุกข์ทันที

 

กลับไปที่ภูเขา
หากเราไปถึงยอดเขาระดับสามพันเมตร เราก็ยิ้มได้แล้ว
ต่อให้ผลลัพธ์หรือวิวตรงหน้าจะไม่ได้สวยงามอย่างที่คาดไว้
ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้คาดหวังเรื่องวิวเอาไว้ ณ จุดนั้นจะไม่มีอะไรให้ผิดหวังเลย
มีแต่ความสุขที่ได้บรรลุ
ความคาดหวังที่ตั้งไว้กับตัวเอง

 

ปล. มุกพี่ตุ้มฮามากครับ!

 

 

ไปตั้งคำถามกับนักเขียนคนโปรด (อีกแล้ว)

โดยเอาชื่อของหนังสือของนักเขียนคนโปรดอีกคนไปตั้งเป็นชื่อหัวข้อ

ขอบคุณสำหรับคำตอบสวยๆ-ในความรู้สึกของเรา

ต่อไปนี้..ความคาดหวัง กับ ความสุข คงเดินทางไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี ^^

 

ความเห็น (3)

เปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนไป

เมื่อฉันลืมตาแล้วโลกเปลี่ยนไป

« เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 10:06:22 AM »

 

อยากถามเอ๋ว่า

ถ้าหากวันหนึ่งลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่า..โลกเปลี่ยนไป

ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมากมาย
หรือเลวร้ายสุดๆ

เอ๋จะมีวิธีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

 

Re: เมื่อฉันลืมตาแล้วโลกเปลี่ยนไป

« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 08, 2008, 03:48:17 PM »

 

ดีครับพี่จุ๋ม
ปกติ ผมคิดว่าโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาครับ
ไม่เฉพาะโลก แต่สิ่งต่างๆ ในโลกด้วยครับ

 

พักหลังมานี้ ผมคิดว่า คนที่พบกับความเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ
จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้ดีกว่าคนที่ไม่ค่อยเจอ

 

ผมเคยพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ทำเอาเซไป
หลังจากนั้นผมก็บอกกับตัวเองเสมอว่า
ไม่มีอะไรแน่นอน

 

เวลาเจออะไรที่ดีมากๆ ผมก็จะบอกตัวเองว่า อย่าดีใจไป
เวลาเจออะไรที่เลวร้ายมากๆ ผมก็จะบอกตัวเองว่า
เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป

 

และนั่นทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ดี
เพราะมันทำให้เรื่องแย่ๆ ไม่อยู่กับเราตลอดไป
วันหนึ่ง มันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี
แต่เพื่อความสมดุล เวลาที่ดี เราก็ต้องเตรียมรับมือกับเรื่องแย่ๆ เช่นกัน

 

มีสองเพลงที่ผมชอบฟังเวลาเจออะไรที่แย่มากๆ หรือดีมากๆ
คือเพลง
พรุ่งนี้ ของโมเดิร์นด็อก และเพลง สัญญาของพรู

 

วันนี้ยังยิ้มอยู่ พรุ่งนี้อาจต้องเสียใจ…”

 

กี่ครั้งที่เคยเศร้า กี่คราวที่ทุกข์ใจ ที่เคยคิดว่าไม่ไหว สุดท้ายก็ผ่านพ้นไป
กี่วันที่เคยสุข กี่คืนที่พอใจ จะกี่ครั้ง ความสุขนั้นสุดท้ายก็ผ่านพ้นไป
…”

 

จะว่าไป ผมชอบ ภาวะปกติ (ไม่ดีไม่ร้าย) ที่สุดเลยครับ
อะไรที่ดีมากๆ นั้นน่ากลัว ร้ายมากๆ ก็ไม่ไหว
แต่พอดีว่าเราไม่มีสิทธิ์ปรับโลกรอบตัว ก็เลยต้องปรับโลกในตัวแทนน่ะครับ

 

ปรับใจรอรับสภาวะของโลก
เปิดแอร์ถ้ามันร้อนเกินไป เปิดเครื่องทำความอุ่นถ้ามันหนาวเกินไป
ไม่ว่าโลกข้างนอกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน
แต่โลกข้างในน่าจะอยู่ในภาวะ
กำลังดีเสมอ
และผมว่า ภาวะ
กำลังดีคือภาวะที่ อยู่สบายครับ
: )

 

 

เป็นคำถามที่ไปถามไว้ในบ้านใหม่ของเอ๋ (นิ้วกลมด็อทคอม)

ขอบคุณสำหรับคำตอบ

ที่ทำให้เข้าใจว่าทุกสิ่งนั้นล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่เว้นแม้แต่ตัวของเราเอง

เพราะฉะนั้นเราคงต้องเตรียมใจ/ปรับใจของเรา

ให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง/เปลี่ยนไปของทุกๆสิ่ง

และอยู่กับมันได้ด้วยความพอดี

 

ความเห็น (2)

You make me want to be a better man…

เขาเป็นผู้ชายปากร้าย เขาไม่ค่อยแคร์ใคร ทำให้ไม่มีเพื่อน

เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งที่ตอนแรกก็ไม่ได้ประทับใจอะไรในตัวเขาเลย

หลังจากรู้จักกันไปพักหนึ่ง เธอถึงได้รู้สึกกับเขาขึ้นมาบ้าง

แต่ก็ระอาในความปากร้ายของเขา จนคิดอยากจะเลิกหลายหน

วันหนึ่งเธอขอให้เขาพูดคำดีๆสักคำที่ทำให้เธอรู้สึกดี

ด้วยนิสัยที่ไม่เคยพูดจาดีๆกับใคร เขาคิดอยู่นานเพราะกลัวว่าจะเผลอพูดอะไรแย่ๆ เหมือนที่ผ่านมา

ในที่สุดเขาก็บอกเธอได้เพียงว่า…คุณทำให้ผมอยากเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

- You make me want to be a better man -

เธอยิ้มออกมาอย่างดีใจและตอบเขากลับไปว่า เป็นคำชมที่ดีที่สุดในชีวิตที่เธอเคยได้รับ

เขาไม่ได้เอ่ยปากคำว่า “รัก” แม้แต่คำเดียว แต่ฉันมั่นใจว่า “ความรัก” ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

ความรักไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อทำร้ายใคร

และหน้าที่หนึ่งของความรักคือทำให้คนที่อยู่ด้วยอยากจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

ข้อความข้างบนนั้นอ่านมาจากหนังสือ “เมื่อฉันลืมตาแล้วโลกเปลี่ยนไป”

เขียนโดย…ผมอยู่ข้างหลังคุณ-นพ.พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ซึ่งเป็นบล็อกเกอร์หนังยอดนิยมเจ้าของผลงาน ‘หนังสือรัก’ และ ‘องศาที่ 361′

สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวเสริมกำลังใจที่ได้แรงบันดาลใจจากหนัง

 

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้บอกเอาไว้ว่า…

ถ้าลืมตาขึ้นมาแล้วยังหายใจอยู่ แปลว่าเราได้รับโอกาส ให้ใช้ชีวิตอีกครั้ง

เพราะฉะนั้น เมื่อเรายังมีโอกาส เราควรจะใช้ชีวิตให้ดีที่สุด (เท่าที่เราจะทำได้)

ความเห็น (3)