Archive for เมษายน, 2008

ถึงเธอ

- สิ่งดีดีที่เรียกว่า…เธอ -

วันที่ไม่พิเศษ กลับสดใสขึ้นมา
ทุกทุกเช้าลืมตา แดดก็อุ่นเสมอ
คนที่ไม่พิเศษ มีความหมายเพราะเธอ
เพิ่งเข้าใจเมื่อเจอ ความสุขคือแบบนี้

สิ่งดีดีที่เรียกว่าเธอ ถ้าไม่ได้เจอ ใจดวงนี้คงเงียบงัน
ให้แต่สิ่งนี้ที่เรียกว่ารัก ให้คนคนนึงมีค่าและสำคัญ
ขอบคุณเธอที่คอยห่วงกัน ฉันอยากยิ้มทุกวัน เพราะเธอ

เธอเปลี่ยนฟ้าฉันใหม่ ทำให้ฝันเป็นจริง
พร้อมจะทำทุกสิ่ง เพื่อตอบแทนวันนี้

สิ่งดีดีที่เรียกว่าเธอ ถ้าไม่ได้เจอใจดวงนี้คงเงียบงัน
ให้แต่สิ่งนี้ที่เรียกว่ารัก ให้คนคนนึงมีค่าและสำคัญ
ขอบคุณเธอที่คอยห่วงกัน ฉันอยากยิ้มทุกวัน เพราะเธอ

คำว่าอบอุ่น (คำว่าอบอุ่น)
คำว่ามั่นคงจริงใจ (มั่นคงจริงใจ)
ยังน้อยเกินไป (ยังน้อยเกินไป)
เมื่อเทียบกับที่เธอให้ฉัน

สิ่งดีดีที่เรียกว่าเธอ ถ้าไม่ได้เจอใจดวงนี้คงเงียบงัน
ให้แต่สิ่งนี้ที่เรียกว่ารัก ให้คนคนนึงมีค่าและสำคัญ
ขอบคุณเธอที่คอยห่วงกัน ฉันได้ซึ้งแล้วว่า…

สิ่งดีดีที่เรียกว่าเธอ ถ้าไม่ได้เจอใจดวงนี้คงเงียบงัน (ขอบคุณโลกนี้ที่มีเธอ)
ให้แต่สิ่งนี้ที่เรียกว่ารัก ให้คนคนนึงมีค่าและสำคัญ (เธอทำให้โลกสวยงาม)
ขอบคุณเธอที่คอยห่วงกัน ฉันอยากยิ้มทุกวัน เพราะเธอ

 

เพลง สิ่งดีดีที่เรียกว่า…เธอ  ขับร้องโดยศิลปิน The star 4  แต่งคำร้องโดย  โชติกา แววประเสริฐ/กล้าสร้างสรรค์ ประพันธ์เปี่ยมลาภผล แต่งทำนอง/เรียบเรียงโดย ยุทธนา ศรีอาจ

เพลงไพเราะ เนื้อหาโดนใจ ฟังแล้วคิดถึง เธอ หลายๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบันทึกความรู้สึกที่มีต่อเธอเหล่านั้นเก็บไว้ในพื้นที่ล่องหนนี้ เพื่อที่จะบอกกับเธอว่า…ขอบคุณนะที่ทำให้เกิดสิ่งดีดีในชีวิตของคนธรรมดา

เธอ ที่มาเป็นกลุ่มก้อน คงหนีไม่พ้นก๊วนฟลาเนอร์ หรือ นิ้วกลมเฟรนด์คลับ (RFFC) อันดับแรกคงต้องขอบคุณ เอ๋ – คนต้นเรื่องที่ทำให้ก๊วนนี้ได้มาเจอกัน/คุยกัน/ผูกพันกัน/รักกัน มิตรภาพต่างวัย/ต่างเพศ/ต่างอาชีพ ได้ก่อตัวขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์จริงๆ ขอเรียกมันว่า ความมหัศจรรย์ของครอบครัวกลมกลมดูท่าว่าครอบครัวนี้จะอวบขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีสมาชิกใหม่ๆเพิ่มขึ้น ส่วนเพื่อนร่วมก๊วน อยากจะบอกกับทุกคนว่า ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันและมีมิตรภาพงามๆให้กันเสมอ ขอส่งมอบความสุข กำลังของใจ ความห่วงใย ความรักความผูกพัน กลับคืนให้กับทุกคนเช่นกัน ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะยาวนานเพียงใด แต่จะรักษามันไว้ให้ดีที่สุดนะจ๊ะ

เธอ พี่ชายที่เป็นทั้งพี่และคุณครู เวลา 7 ปีที่รู้จักกัน แม้ช่วงแรกๆเราพูดคุยกันน้อยและอาจมีการทำให้อีกฝ่ายเคืองบ้าง แต่แปลกดีในวันที่เราห่างไกลกัน กลับทำให้เราพูดคุยกันมากขึ้น ขอยกให้พี่ชายเป็นหนึ่งในเด็กปั๊มของจุ๋ม กำลังใจจากพี่ในวันที่อ่อนล้า มันทำให้น้องสาวคนนี้เข้มแข็งขึ้นมาก พี่เป็นคนบอกกับจุ๋มว่า เวลาที่เราสุขอย่าสุขจนมากไป เพราะเวลาที่เราทุกข์มันจะหนักจนรับไม่ไหวเห็นด้วยค่ะ หลังจากปล่อยวาง ชีวิตก็กลับมาเป็นปกติสุขเหมือนเดิม อยากบอกกับพี่ว่า — ขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่แสนสวยงามค่ะ

เธอ น้องสาวคนสนิท เราทำงานที่เดียวกันแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆแค่ 1 ปี แต่ความสัมพันธ์อันดีของพวกเราก็ยาวนานถึงวันนี้ก็ 9 ปีแล้ว เราคุยกันเกือบทุกเรื่อง ถ้าจะเรียกว่าเป็น คนสนิทชิดใจมากที่สุดก็คงไม่ผิด เราเคยคุยกันเล่นๆว่า ถ้าใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ชายป่านนี้คงแต่งงานกันเรียบร้อยละ ในวันที่สุข-เศร้า-เหงา-รัก น้องสาวจะอยู่ข้างกาย+ข้างใจเสมอ อยากบอกกับน้องสาวว่า — เราจะแก่ไปพร้อมๆกันจ้า 

          เธอ เพื่อนสาวคนสนิท การกลับไปเรียนต่อเฉพาะทางทำให้เส้นทางของเรามาตัดกัน จำได้ว่าเราสนิทกันเพราะมีสุดที่ร้าก(คนโปรด)คนเดียวกัน เวลา 3 ปีที่เรียนร่วมกันมา มิตรภาพของเราทั้งสองค่อยๆก่อตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าต่างแยกย้ายกันไปหลังเรียนจบ เรายังคงคุยกันเรื่อยมา เรียกว่าคุยกันมากกว่าช่วงที่เป็นนักเรียนซะอีก ถึงวันนี้ก็ 7 ปีละ เราคุยเรื่องเดียวกัน เราอินเรื่องเดียวกัน และเราก็เป็น ชีเหมือนกัน หุหุ อยากบอกเพื่อนสาวว่า lucky in game & in love นะเพื่อนนะ เดี๋ยวเพื่อนคนนี้จะตามไป 

          เธอ เพื่อนสาว/พี่สาวคนสนิท ซึ่งเป็นรูมเมทในช่วงเรียนเฉพาะทาง เป็นคนที่เรารักมั่กๆทั้งคู่ เราคิด เราทำ เรามีความสุขร่วมกันหลายๆอย่าง เราห่วงใย+ดูแลจิตใจของกันและกัน แม้ว่าตอนนี้เพื่อนสาวและพี่สาวจะมีบทบาท คุณแม่เพิ่มขึ้นมา แต่ใจเรายังส่งถึงกันเสมอ แล้วจะแวะไปเยี่ยมคุณแม่+คุณลูกๆนะจ๊ะ อยากบอกกับทั้งคู่ว่า — แล้วเราคงโชคดีเหมือนเพื่อนทั้งสอง ในสักวัน

          เธอ เพื่อนชายคนสนิท เรารู้จักกันสมัยเรียนเฉพาะทาง สามปีที่พวกเราเอาใจใส่ในกันและกัน เรามีความจริงใจมอบให้กันเสมอ ขอบอกว่าประทับใจมากๆ ถึงวันนี้เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เธอเป็นผู้นำพาความบันเทิงเริงใจมาให้กับเรา ขอบคุณนะ อยากบอกกับเพื่อนว่า – I love you just the way you are !! 

เธอเพื่อนชายที่กำลังจะสนิทกัน อืม เรารู้จักกันมา 8 ปีแล้วรึนี่ จริงๆแล้วเรารู้จักกันผิวเผินมากๆเลยในช่วงแรก พอทำท่าว่าจะได้คุยกันมากขึ้น พวกเราต่างก็แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน อาจเพราะ เจ้าตัวเล็กที่ทำให้เรากลับมาคุยกันอีกครั้ง และคุยกันมาเรื่อยๆ เธอเป็นคนมาเปิดโลกในอีกหลายๆมุมให้เราได้รู้+เห็น+สัมผัส หลายต่อหลายครั้งที่เรามีปัญหา เธอก็จะมอบคาถาวิเศษให้กับเรา “Let it be, let it gone” คุยกับเธอแล้วมันมีแรง(ใจ)ว่ะ อยากบอกว่า ขอบคุณกระโถนของฉัน แล้วสักวันคงมีคนดูแลกาย+ใจ

สิ่งดีดีที่เรียกว่าเธอ ถ้าไม่ได้เจอ ใจดวงนี้คงเงียบงัน
ให้แต่สิ่งนี้ที่เรียกว่ารัก ให้คนคนนึงมีค่าและสำคัญ
ขอบคุณเธอที่คอยห่วงกัน ฉันอยากยิ้มทุกวัน เพราะเธอ

 

         

    

 

 

ความเห็น (6)

นั่งรถไฟ…ไปที่ไหน?

- นั่งรถไฟ…ไปตู้เย็น -

เพื่อนร่วมทางสำคัญกับความคิดและเรื่องราวในระหว่างทางมากมาก

ความคิดและการพูดคุยสามารถสร้างบรรยากาศ อารมณ์ ความรู้สึก

และสิ่งจดจำในการเดินทางครั้งนั้น

เดินทางกับคนที่คุยกันรู้เรื่องมีแต่จะอยากยืดวันเวลาออกไป

เดินทางกับคนที่ขัดใจกันมีแต่อยากให้แต่ละวันสั้นลง

บางครั้งเราก็เลือกเพื่อนร่วมทางไม่ได้ อาจต้องลองเดินทางร่วมกันดูก่อน

หากทั้งสองมีความรู้สึกดีก็เดินทางกันต่อไป

หากมีใครไม่สบายใจสุดท้ายก็แค่แยกทาง

ไม่ต้องเสียดายเพื่อนร่วมทางที่ไปกันไม่ได้มากมายนัก

คนเราจะมีเวลาเดินทางสักกี่มากน้อย

เราควรเดินทางด้วยความสุขและหัวใจที่เป็นอิสระ

มากกว่าจะมานั่งพยายามปรับตัวปรับใจให้เข้ากับคนที่ไปกันไม่ได้

และบางทีการแยกย้ายก็เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่าย

สิ้นสุดการเดินทางกับคนหนึ่ง เพื่อไปเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่กับอีกคน

ชีวิตเป็นการเดินทางก็จริง

แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นการเดินทางครั้งเดียวเสียเมื่อไหร่”

 สมุดบันทึกยามเดินทางมักจะเก็บสิ่งสวยงามกลับบ้าน

แต่สมุดบันทึกประจำวันอาจจะมีเรื่องราวมากมายปะปนกันไปทั้งร้ายดี

เพราะขึ้นชื่อว่าประจำวัน” ย่อมมีทั้งดีและร้าย

แต่ถึงอย่างไร สมุดบันทึกทั้งหลายมักจะส่งผลกระทบถึงจิตใจของเราเสมอ

ทุกครั้งที่หวนกลับมาอ่านมันอีกครั้งเมื่อเวลาผ่าน

ยิ่งยาวนานมันยิ่งแสดงความจริงให้เห็น เป็นความจริงสองสิ่งที่จริงแท้อย่างยิ่ง

หนึ่ง คือ ไม่ว่าเรื่องดีหรือร้าย สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้กระทั่งถึงวันนี้

สุดท้ายมันก็ไม่ได้อยู่ตลอดไป

ความรู้สึกที่สอง เมื่อเราได้กลับไปอ่านบันทึกในวันเก่าเก่า มันบอกกับเราเสมอว่า

อย่าไปคาดหวังให้ใครหรืออะไรเป็นอย่างนั้นเสมอไป

เพราะกระทั่งตัวเราเองในวันนั้นที่เคยบันทึกเก็บไว้กับวันนี้ที่หายใจอยู่

ก็ยังเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

ผมว่า..ชีวิตก็มีส่วนคล้ายรถไฟ เราได้แต่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

มีสิ่งสวยงามผ่านเข้ามา แต่เราหยุดมันไว้ไม่ได้

แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นได้สัมผัสมัน กระทั่งได้บันทึกไว้ในใจ

บางครั้งผมจึงคิดว่า…

ชีวิตเป็นการบันทึกเรื่องราวดีดี เพื่อที่จะกลับมาอ่านตอนที่เราผ่านมันไปแล้ว”

 

นี่คือความรู้สึก หลังลงจากขบวนรถไฟไปตู้เย็นของนิ้วกลม

รู้สึกว่าความคิดของนิ้วกลมดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

นิ้วกลมบอกว่า…แด่ความหนุ่มสาว เห็นท่าจะจริง เพราะอ่านแล้วอยากกลับไปเป็นสาวอีกครั้ง  : )

เคยบอกกับเอ๋ว่า…น่าจะเขียนหนังสือให้เร็วกว่านี้ คนธรรมดาอย่างเราคงมีเรื่องราวให้ทำเยอะแยะไปหมด

อันนี้ไม่ได้หมายความถึงการเดินทางท่องเที่ยวเท่านั้น

แต่หมายความรวมถึง การใช้ชีวิตที่น่าจะตื่นเต้นกว่าที่ผ่านๆมา

และที่สำคัญคือ ชอบการมองโลกแบบเอ๋เอ๋ มันทำให้เรารู้สึกละมุนดี :D

ข้อความข้างบน คือข้อความที่ “โดนใจ” หลังจากอ่าน “นั่งรถไฟไปตู้เย็น” จบลง

 

ไม่รู้ว่าคนอื่นอ่านแล้ว รู้สึกเหมือนได้นั่งรถไปที่ไหนกันบ้าง

สำหรับตัวเองรู้สึกเหมือนนั่งรถไฟ..ไปในใจฉัน” มั่กๆๆๆ เลย ^^

 

 

 

ความเห็น (5)

เมื่อไหร่

- ผู้หญิงวนซ้าย..ผู้ชายวนขวา -

 

เธอเดินอยู่ทางนั้น ฉันเดินอยู่ทางนี้

เราต่างก็เดินคนละทางทุกที แบบนี้เรื่อยไป

ไม่เคยจะหยุดทักทาย ไม่เคยที่จะสนใจ

เราต่างมีจุดหมาย ของใครของมัน

ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป และใช้ชีวิตไปวันวัน

ทั้งที่หัวใจเรานั้น ก็อยากมีใครซักคนข้างกาย

 

เมื่อผู้หญิงวนซ้าย ผู้ชายวนขวา

เมื่อไหร่หนทางของเราจะมาเจอกัน

เหมือนโชคชะตาแกล้งฉัน

ให้เราใกล้กันแต่มองข้ามไป

 

เธออยู่แค่นั้น ฉันอยู่แค่นี้

ความรักบางที ต้องรอให้ฟ้าเป็นใจ

ใครจะรู้ว่าคนที่ใช่ อาจอยู่ไม่ไกลตัวเรา

 

ถ้าเพียงเราหยุดทักทาย แค่เพียงเราจะสนใจ

เราอาจมีจุดหมายของเราร่วมกัน

อย่าให้เวลาล่วงเลยไป และใช้ชีวิตไปวันวัน

เพราะว่าใจเรานั้น ก็อยากมีกันและกันข้างกาย

 

ฟังเพลงนี้ครั้งแรกแล้วนึกถึงหนังสือภาพเล่มนึง คือ A chance of sunshine โดย Jimmy Liao 

ที่คุณปราย พันแสง นำมาแปลไว้โดยใช้ชื่อหนังสือว่า ดวงตะวันส่องฉาย”

เป็นหนังสือที่มีภาพประกอบสวยงาม ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่ซึ้งกินใจ

 

ในขณะที่อีกแวบหนึ่งก็นึกถึงหนังเรื่อง Turn left Turn right

(ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา)

ซึ่งแสดงโดยพระเอกสุดหล่อ ทาเคชิ คาเนชิโร และ จีจี้ เหลียง

เป็นเรื่องราวของสองหนุ่มสาวที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนท์เดียวกัน ห้องติดกัน

อีฟ หญิงสาวนักแปลมืออาชีพที่มักจะเลี้ยวซ้าย

ส่วนจอห์น หนุ่มนักไวโอลีนที่เลี้ยวขวาเสมอเช่นกัน

ทั้งคู่ต่างหวังว่าสักวัน พวกเขาจะพบรักแท้

และแล้วช่วงเวลาพิเศษสั้นๆในชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อพวกเขาได้พบกัน

แล้วโชคชะตาก็ลิขิตให้พวกเขาแยกจากกัน พวกเขาต้องรอคอยอีกนานเพียงใด

ชีวิตที่เป็นเหมือนเส้นขนานจะมีโอกาสมาบรรจบกันอีกหรือไม่…

 

ชอบคำโปรยด้านหลังของวีซีดีหนังเรื่องนี้ที่เขียนไว้ว่า

 

หัวใจรักที่หวนหา อาจอยู่ใกล้ตา เพียงแค่เอื้อมมือ…

…Life is full of surprise ; even two parallele lines may one day meet…

 

บางห้วงอารมณ์ เราก็อยากเลี้ยวไป เพื่อเจอใครบางคน

แม้ว่าผู้หญิงจะเลี้ยวซ้าย ผู้ชายจะเลี้ยวขวา

แต่ถ้าเราเดินเป็นวงกลม สักวันเราคงจะเดินมาเจอกัน

แล้วเราคงได้ถามคำถามที่เราเฝ้ารอว่า..เธอไปอยู่ที่ไหนมาจ๊ะ

ความเห็น (9)

ยางลบ-กระจก-กระโถน

สมัยเด็กๆครูสอนศิลปะท่านหนึ่งสอนฉันเสมอว่า
เวลาเราใช้ดินสอวาดภาพเราห้ามใช้ยางลบ

ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจจุดประสงค์ของครูสักท่าไหร่
รู้แต่เพียงว่าเวลาฉันวาดภาพแล้วเส้นมันบิดเบี้ยว ฉันก็อยากจะให้มันตรงสวย
แต่ทุกครั้งที่ฉันหยิบยางลบขึ้นมาเพื่อจะลบภาพนั้น
ครูของฉันก็จะเตือนถึงกติกานั้นเสมอ
สุดท้ายฉันจึงเลือกใช้วิธีต่อเติมภาพๆนั้นไปตามจินตนาการ
เช่นถ้าฉันตั้งใจวาดรูปหน้าคน แต่ฉันอาจเผลอวาดตากลมโตเกินไป

ฉันก็จะใช้วิธีเปลี่ยนตากลมๆนั้นเป็นแว่นตาแทน
แม้นตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจว่า ทำไมฉันจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบ
และแม้นฉันจะไม่เคยคิดวาดรูปหน้าคนใส่แว่นมาก่อน
แต่ฉันก็ได้รูปหน้าคนตามที่ต้องการ

แถมยังภูมิใจว่าสามารถวาดภาพภาพนั้นด้วยความมั่นใจ
และไม่ต้องใช้ยางลบลบภาพเลยสักครั้ง

 

เวลาผ่านไปฉันโตขึ้น ฉันเรียนรู้ว่าสิ่งที่ครูสอนวันนั้น
แท้จริงแล้วมันปลูกฝังนิสัยหนึ่งให้กับฉัน

นั่นคือการเข้าใจธรรมชาติของความผิดพลาด
ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน
และในชีวิตหนึ่งก็มีหลายครั้งที่ฉันได้พบมันโดยไม่ตั้งใจ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันยอมรับความผิดพลาดเหล่านั้น
และรวบรวมสติเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆได้ก็คือ
การที่ฉันเข้าใจว่าธรรมชาติของความผิดพลาด
คือ การที่มันเกิดขึ้นแล้วจะคงอยู่ถาวร
ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ยางลบลบความผิดพลาด
แต่ฉันจำเป็นต้องใช้สมองต่อเติมแก้ไขภาพวาดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง


ดังนั้นถ้าความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว
การที่เราจะมานั่งร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอแหกกฎ

เพื่อใช้ยางลบกลับไปแก้ไขมันนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
สิ่งเดียวที่จะทำได้ ก็คือ รู้จักพลิกแพลงแก้ไขสิ่งเหล่านั้นด้วยสติ
และวาดภาพของตัวเองต่อไปด้วยความระแวดระวังมากยิ่งขึ้น
ทุกคนมีดินสอหนึ่งแท่งเพื่อที่จะวาดภาพชีวิตของเราให้สวยงาม
แต่เราไม่มียางลบสักก้อนที่จะเอาไปลบสิ่งที่เราทำผิดพลาดมาแล้วได้
ดังนั้นเราต้องตั้งใจและมีสติทุกครั้งที่ลากเส้น
ถึงแม้นภาพที่เราวาดออกมาจะไม่เหมือนกับภาพที่เราฝันไว้สักเท่าไหร่
แต่มันก็ออกมาจากมือของเรา เราควรจะภูมิใจกับมันได้เสมอ
ไม่ต้องกลัวหรอก แม้จะรู้ดีว่าสักวันหนึ่งเราอาจลากเส้นบิดเบี้ยวไปบ้าง
เพราะถึงอย่างไร ฉันยังเชื่อว่าถ้าสมองและหัวใจของเราทำงานอย่างเต็มที่

ภาพชีวิตเราก็งดงามได้โดยไม่ต้องใช้ยางลบ

 

 

ข้อความข้างบนนั้น เป็น Forward mail ที่ส่งมาจากพี่ชายคนหนึ่ง

อ่านแล้วรู้สึกถึงความเป็นจริงในชีวิตบางอย่าง

คงเพราะมีบางช่วงที่เราเองอยากหยิบยางลบมาใช้

แต่คงไม่มียางลบก้อนไหนสามารถ ลบ” สิ่งที่เราต้องการได้

ก็เลยหยิบคาถาวิเศษประจำตัวเวลาที่มีปัญหามาใช้

นั่นก็คือ…”แล้วสุดท้าย..มันก็จะผ่านพ้นไป”

 

นอกจาก ยางลบ” แล้ว เวลาที่เรามีปัญหา มีอีกสองอย่างที่คิดว่าพอช่วยได้

นั่นคือ กระจก” และก็ กระโถน”

 

กระจก” เอาไว้สะท้อนให้เห็นปัญหา ทำให้มองปัญหาได้กว้างขึ้น หลายมุมขึ้น

กระโถน” ชื่อไม่น่าเป็นเลยเนอะ แต่ขอบอกว่าอันนี้จำเป็นมากๆ

เอาไว้คอยรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆก็ตาม

(เพราะไม่มีโอกาสได้พูด ต้องคอยฟังซะมากกว่า)

แค่นี้เรื่องราวในใจ ก็เบาบางลงเยอะ ไม่รู้คนอื่นๆเป็นเหมือนกันบ้างมั้ย 

แต่ใครที่รับหน้าที่นี้นะ ถือว่าได้ทำบุญให้กับคนคนนึงเลยล่ะ

 

ก่อนหน้านี้ สองหน้าที่ข้างบนนั้น เราก็เคยทำอยู่บ่อยๆ เหนื่อยบางครั้งแต่ก็เต็มใจ

คงมีบางช่วงที่เราอาจใช้บริการผู้อื่นบ้าง หวังว่าเค้าคงไม่เหนื่อยเกินไป

 

 

ความเห็น (2)

โรงพยาบาลแห่งรัก

- โรงพยาบาลแห่งรัก -

 

ถ้าพูดถึงเรื่อง ความรัก น้อยคนนักที่จะนึกถึงภาพ โรงพยาบาล

เพราะภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึง คงเป็นสถานที่สำหรับซ่อมแซมสุขภาพกาย+ใจ

ซึ่งคงไม่มีใครอยากแวะเวียนเข้าไป หากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ

 

สำหรับตัวเองชีวิตวัยเด็กไม่ค่อยได้ย่างกรายเข้าใกล้สถานที่นี้

จะเรียกว่าเป็น เด็กสมบูรณ์ ก็คงไม่ผิด

 

แล้วเส้นทางชีวิตก็นำพาให้ก้าวเข้าสู่โรงพยาบาล 

การเข้ามาครั้งนี้ในฐานะของ นักเรียน ที่มีคุณครูทั้งหลายอยู่ในโรงพยาบาลนั่นเอง

คุณครูที่ว่าไว้ มีตั้งแต่คุณครูที่มีชีวิต ซึ่งเราเรียกท่านว่า อาจารย์แพทย์

ส่วนคุณครูที่ปราศจากชีวิตแล้ว พวกเราเรียกท่านว่า อาจารย์ใหญ่

แต่คุณครูที่ได้เจอะเจอมากสุดคงไม่พ้นคุณครูที่พวกเราเรียกกันว่า ผู้ป่วย

 

ผู้ป่วย คือ บุคคลที่ไม่สุขสบายทางร่างกายหรือจิตใจ จนถึงขั้นต้องมาโรงพยาบาล

บางคนป่วยมากก็ต้องนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

คงไม่แปลก หากบนใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้นจะมีร่องรอยของความกังวล เจ็บปวด อมทุกข์

 

ชีวิตที่ต้องดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มตัว เกือบสิบปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น

ทั้งเรื่องที่ดีๆ รวมถึงเรื่องร้ายๆ จนบางครั้งตัวเราเกือบจะเป็นผู้ป่วยซะเองก็มี

ลองนึกย้อนภาพทรงจำเกี่ยวกับ โรงพยาบาล ที่ผ่านมา

นอกจากภาพความสลดหดหู่ เศร้าใจจากการสูญเสียแล้ว

ยังมีอีกหลายๆภาพที่สวยงาม ติดตา+ตรึงใจ คนธรรมดาอย่างเรา

 

ภาพสวยงามที่ว่าคือ ภาพแห่งความรัก ที่พบใน โรงพยาบาล

ไม่ว่าจะเป็นภาพของความปีติยินดีกับสมาชิกตัวน้อยๆที่เพิ่งลืมตามาดูโลกใบนี้

ซึ่งอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของผู้เป็นมารดา รวมถึงสายตาที่พวกเค้า พ่อ-แม่-ลูก จ้องมองกัน

(แม้ว่าเจ้าตัวน้อยจะยังมองไม่เห็นหน้าแม่+พ่อ ก็ตาม)

 

อีกภาพก็คือการประคับประคองกันของคุณตา+คุณยาย ที่พากันมาพบแพทย์

บางคู่ก็มีลูกหลานพามา บางคู่อาจไม่มี แต่ก็ยังมองเห็นรอยยิ้มในแววตาของทั้งตาและยาย

เห็นแล้วอยากร้องเพลง รักเราไม่เก่าเลย มอบให้กับทั้งคู่เลยล่ะ

 

ภาพอื่นๆ ก็คงเป็นภาพของความดีใจ เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคที่เป็นอยู่ หรือมีอาการดีขึ้นชัดเจน

บางครั้ง ยา อาจไม่จำเป็นมากในผู้ป่วยบางคน

แต่สิ่งที่พวกเค้าต้องการก็คือ กำลังใจ จากคนที่เค้ารัก

ลูกๆบางคนซึ่งไม่เคยได้แสดง ความรัก ที่มีต่อพ่อแม่เมื่อยามที่ท่านสบายดี

นี่ก็เป็นโอกาสหนึ่งที่ลูกๆได้แสดงความรัก ผ่านการดูแลเอาใจใส่เมื่อยามพ่อแม่เจ็บป่วย

 

ภาพความสวยงามที่ยากจะลืมเลือนภาพอื่นๆ

ก็คงเป็นภาพของ ความศรัทธา ที่ผู้ป่วย+ญาติมีต่อผู้ให้การรักษา

แม้ว่าจะหายป่วยออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว แต่ก็จะได้รับการทักทาย+ยกมือไหว้จากพวกเค้าบ่อยๆ

 

ขอบคุณเส้นทางชีวิต ที่นำพาให้มาเจอกับ ความรักหลากรูปแบบ

ณ สถานที่ที่ตัวเองอยากเรียกว่า โรงพยาบาลแห่งรัก

แม้ว่าจะสุขสบายดี ก็แวะมาทักทายกันได้ ยินดีต้อนรับทุกๆท่านจ้า

 

ชื่อเรื่อง โรงพยาบาลแห่งรักนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก

ข้อความบนการ์ดแต่งงานของคุณหมอคู่หนึ่ง

ซึ่งความรักได้ก่อเกิดขึ้นในโรงพยาบาลเช่นกัน

 

(เรื่องราวข้างบน รวมอยู่ในหนังสือทำมือ Around our flaneur

 ที่นายหมูตุ้ยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแก๊งค์ฟลาเนอร์

 โดยคนธรรมดาได้มีโอกาสไปเขียนร่วมกับก๊วนฟลาเนอร์ทั้งหลายด้วย

 ขอบคุณนะ-พวกเดียวกัน)

 

ความเห็น (3)

ข้อความ

The best kind of friend is the kind you can sit on a porch

 and swing with, never say a word

 and then walk away feeling like

 it was the best conversation you ‘ve ever heard

 

Eventhough there may be times it seems I’m far away

but never wonder where I’m,

’cause I’m always by your side

 

Good friendship doesn’t need everyday conversation,

doesn’t always need togetherness,

as long as the relationship is kept in the heart,

it’ ll never be apart.

 

I may not be the perfect friend

that you’ve looking for

not even the best among others

but, surely I’m a friend who will always care for you.

 

When you feel alone,

just looking at the spaces between your fingers

remember that in those spaces

you can see my fingers locked with yours forever.

 

If you ‘re feeling down and lonely, 

hope this will cheer you up my baby

keep on going, even if you’re none in the world

you still have me.

 

If there are thousand steps between you and me

when you are sad and lonely

you can walk just one step to get near me

and I will walk through 999 steps to stay beside you.

 

People laugh and cry

some give up some will try

some say hi while some say bye

some are honest other lies

other may forget you but never will I.

 

 

นี่คือข้อความที่คนพิเศษหลายๆคนส่งมาให้

วันนี้ขอเอาข้อความเหล่านั้น

มาส่งต่อให้กับคนพิเศษ อีกหลายๆคนของฉัน

ฝากรับเอาข้อความจากใจนี้กลับไปด้วยละกันน้า

 

 

ความเห็น (1)

เพราะเธอ

 

I couldn’t begin to tell you

how grateful I am

to have you for a friend.

Just knowing you’re always there

with a sympathetic ear,

an encouraging word,

and an understanding heart

give me a feeling of peace

would never have known if not for you.

And to know that you count on me

just as I count on you

make our friendship

one of the most valuable gifts

I’ve ever been given,

and I would’t trade it for anything !! 

 

ไม่รู้จะเริ่มบอกอย่างไรดี

ว่าฉันรู้สึกขอบคุณเพียงไร

ที่มีเธอเป็นเพื่อน

เพียงได้รู้ว่า เธอพร้อมเสมอ

ที่จะรับฟังด้วยความเห็นใจ

พร้อมที่จะให้กำลังใจ

และเข้าใจ

ก็ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ

อย่างที่จะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่มีเธอ

และการที่รู้ว่าเธอไว้ใจฉัน

เช่นเดียวกับที่ฉันไว้ใจเธอ

ก็ยิ่งทำให้มิตรภาพระหว่างเราเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดอย่างหนึ่ง

ที่ฉันเคยได้รับ

และจะไม่แลกกับสิ่งใดในโลก

 

ข้อความข้างบน..ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในการ์ดที่เกี่ยวกับมิตรภาพ

ชอบข้อความแทนใจนี้มาก จึงเก็บไว้ใน คลังคำ ของตัวเอง

ก่อนที่จะมอบให้กับเธอ..คนพิเศษ ของฉัน

คำว่า เพื่อน สำหรับฉัน คือคนที่มีบทบาทสำคัญในชีวิต

นอกเหนือจากคนในครอบครัวและผู้มีพระคุณทั้งหลาย

แม้ตัวเองจะเป็นคนที่มีเพื่อนไม่มาก แต่เพื่อนที่ฉันมีอยู่

ก็ทำให้ชีวิตคนธรรมดาคนนี้ มีสีสัน มีความสุข มีคุณค่า

ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดที่ฉันมี มีเพื่อนหลายคนที่ ได้ใจ ของฉันไปครอบครอง

และถ้าไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป ฉันก็ ได้ใจ จากเพื่อนกลับมาเช่นกัน

ในทุกช่วงเวลาของชีวิต เราจะมี เพื่อน อยู่เคียงข้างเสมอแม้ไม่ได้อยู่ข้างกายแต่ก็อยู่ข้างใจ

คงต้องขอบคุณ เธอ หลายๆคนที่เป็นเพื่อน เป็นคนพิเศษของฉัน

ขอบคุณที่คอยรับฟัง ปลอบใจ ให้กำลังใจ

รวมถึงคำแนะนำดีๆ ในเวลาที่เรามีปัญหาและต้องการคำตอบ

ขอบคุณที่ทำให้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ว่า..เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

และขอบคุณที่คิดถึง ห่วงใย เข้าใจในกันและกัน ตลอดมา

ถ้าชีวิตนี้ไม่มีเธอ..เพื่อนพิเศษของฉัน ยังนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร

คงเงียบเหงาและว้าเหว่น่าดู 

ถ้ามีโอกาสได้รับพรวิเศษ สิ่งหนึ่งที่อยากได้ก็คือ

ขอให้ตลอดเส้นทางชีวิตของคนธรรมดาคนนี้

มีเพื่อนคอยอยู่ข้างกายและอยู่ข้างใจ

มีความรู้สึกดีๆต่อกัน เป็นคนพิเศษของกันและกัน

เท่าที่รู้สึกได้ในตอนนี้..มองเห็นแล้วล่ะว่า เธอคือใคร

 

 

ความเห็น (1)

คำบางคำ

 

- คำไม่กี่คำ -

 

มีแค่เพียงคำไม่กี่คำ
ที่ทำให้ฉันนั้นลำบากใจ
และก็อึดอัดทุกๆทีเมื่อเจอเธอครั้งใด

เพราะฉันนั้นรู้คำหนึ่งคำ
นั้นอาจจะทำให้เพื่อนที่เคยชิดใกล้
ต้องห่างและก็อาจจะหายไป

*แต่เธอยังจะได้ยินอะไรในใจฉันมั้ย
ได้ยินฉันมั้ยว่าอึดอัดใจแค่ไหน
ที่ต้องเก็บกดคำๆนี้ให้อยู่แค่หัวใจ
เพราะไม่กล้าเลยสักที

เพราะฉันนั้นรู้คำหนึ่งคำ
นั้นอาจจะทำให้เพื่อนที่เคยชิดใกล้
จะต้องห่างและก็อาจจะหายไป

ซ้ำ *

อยากจะปลดปล่อยคำๆนี้ให้ออกจากข้างใน
แต่ไม่กล้าเลยสักที

ว่าฉันรักเธอเหลือเกิน

 

บอก-ไม่บอก  บอก-ไม่บอก  บอก-ไม่บอก 

หลายๆคนคงกำลังเกิดอาการนี้ (อึดอัด สับสน วูบๆไหวๆ ฯลฯ)

การที่ใครสักคนจะเอ่ยปากบอก รักเธอมันคงไม่ง่ายนัก

โดยเฉพาะเมื่อเรารู้ถึงผลลัพธ์/คำตอบ จาก ปาก/การกระทำ ของอีกฝ่ายหนึ่ง

และใครคนนั้นมักจะเป็นเพื่อน (เพื่อนสนิท) หรือ คนใกล้ตัว ซะด้วยสิ

งานนี้เลยเกิดอาการ ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ ช่างไม่รู้เลย กันเป็นทิวแถว

เพลง คำไม่กี่คำเหมือนจะแต่งขึ้นมาเพื่อบรรดา

คนที่ปากแข็งแต่จิตใจอ่อนไหว ทั้งหลาย

 

ในหนังเรื่อง My best friend ’s wedding มีประโยคเด็ดโดนใจที่บอกว่า

 

If you love someone you say it 

you say it right then, out loud,

or the moment just…passes you by

หากคุณรักใครสักคน จงพูดมันออกมา

พูดออกมาดังดัง เดี๋ยวนั้น

มิฉะนั้น โอกาสก็จะหลุดลอยไป

 

ในหนังสือการ์ตูน..ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น มีประโยคโดนๆ ทำนองนี้เช่นกัน

 

จวบจนถึงทุกวันนี้ คนอย่างเราเรา

ก็ยังหาวิธีสื่อสารที่ได้ผลที่สุด

ถ่ายทอดอารมณ์ได้มากที่สุด

แต่ก็อย่างว่า ภาพยนตร์ 100 เรื่อง อาจจะสื่อได้ไม่เท่ารูปถ่ายเพียงรูปเดียว

รูปถ่ายเป็นหมื่นรูป ก็อาจจะไม่เท่ากับถ้อยคำเพียงคำเดียว

ฉันว่าฉันชอบเธอนะ

 

อืมคำบางคำอ่ะ แม้ว่าจะเป็นคำสั้นๆแต่พูดออกมายากชะมัด ว่ามั้ย ?

 

 

ความเห็น (7)

เมื่อรักเราจะให้อภัย เมื่อให้อภัยเราจะรัก

ถ้าเราจะตกลงปลงใจสร้างครอบครัวกับใครสักคน

เราต้องมั่นใจว่าเรารักกัน

ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความรักของคนสองคนนี้

เพราะเมื่อเรารักเขา หากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น ในระหว่างที่ใช้ชีวิตร่วมกัน

เราจะให้อภัยซึ่งกันและกัน และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ที่จะประคับประคองให้ครอบครัวของเราไปได้ตลอดรอดฝั่ง

คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วมันต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว

และถ้าเราไม่รักกันจริงๆ เมื่อใครคนหนึ่งทำผิด เราจะไม่ยอมให้อภัยเขา

และนั่นจะนำมาซึ่งปัญหา

 

เมื่อรัก เราจะให้อภัย

 

การให้อภัยเป็นเรื่องสำคัญนะ เมื่อเธอให้อภัยเธอก็จะรัก

และเมื่อเธอรัก ลำแสงของพระเจ้าก็จะส่องสว่างที่เธอ

 

When you forgive, you love

And when you love, God’s light shines on you.

 

เมื่อให้อภัย เราจะรัก

 

เพราะในจังหวะที่ให้อภัย ประตูหัวใจจะเปิดออก

และความรักก็อาศัยจังหวะนี้เองสอดตัวเข้ามาในช่องที่เปิดกว้างขึ้น

หากไม่มีการให้อภัย ประตูคงปิดตายอยู่อย่างนั้น

หัวใจที่มีแต่ความโกรธเกลียดย่อมไม่มีพื้นที่ให้กับความรัก

 

เมื่อรัก เราจะให้อภัยกับ เมื่อให้อภัย เราจะรัก

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งไหนเกิดก่อนสิ่งไหนเกิดหลัง คำถามนี้อาจไม่ต้องการคำตอบ

 

 แต่ที่แน่ๆ-เมื่อไม่มีสิ่งหนึ่งก็ไม่มีอีกสิ่งหนึ่ง

 

บทความข้างบนนำมาจาก อาจารย์ท่านที่ 5 : แม่ของเพื่อน

คอลัมน์..ขุนพลอาจารย์บาน

ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1443 เขียนโดยนิ้วกลม

อ่านแล้วโดนใจจัง การให้อภัย ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี+ควรทำ

และไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่รักเท่านั้น

แต่ยังสามารถนำไปใช้กับผู้คนรอบข้างได้อีกด้วย

ถ้าเราต่างให้อภัยซึ่งกันและกัน

โลกที่กำลังร้อนๆใบนี้คงสงบขึ้น สักนิดก็ยังดีเนอะ

 

ความเห็น (1)

เมื่อมีรัก

- อย่างน้อย -

มีใครบางคนให้คำนิยาม ว่ารักคือความทุกข์
แตกต่างกับฉันที่มองว่ารัก คือความสุข
อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที
แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา อาจจะต้องผิดหวัง ก็ไม่เป็นไร

อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ  รักด้วยการไม่หวังอะไร
ก็รู้ฉันเองมันยังไม่ใช่ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่
และมีความหมายมากมายจริงจริง

ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป
แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ
หากในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง
คงจะคุ้มค่ามากมาย
แม้จะต้องผิดหวัง ก็ไม่เสียใจ

อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ก็รู้ฉันเองก็ยังไม่ใช่ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่
และมีความหมายมากมายจริงจริง

อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที
แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา อาจจะต้องผิดหวังก็ไม่เป็นไร

อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ก็รู้ฉันเองก็ยังไม่ใช่ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ
ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ รักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่
และมีความหมายมากมายจริงจริง

อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที
แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยมา อาจจะต้องผิดหวังก็ไม่เสียใจ

เพลง อย่างน้อย” Ost.ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น ขับร้องโดยวงบิ๊กแอส

ขอยกให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงรักเชิงบวก

เชื่อว่าทุกคนคงปรารถนาที่จะมีความรักที่สมหวัง

แต่ถ้ารักนั้นไม่สมหวัง ก็คงไม่เป็นไรนิ

เพราะอย่างน้อย ครั้งหนึ่งเราก็เคยมีความรัก  

ไม่ว่าจะ เรารักเขา เขารักเรา หรือว่า เรารักกัน

และนิยามความรักสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา ก็คือความรู้สึกดี

    

ความเห็น (1)

เรื่องที่เก่ากว่า