‘หนังสือ’ จะมีชีวิตขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยเราสองคน
คนหนึ่งเขียน อีกคนหนึ่งอ่าน
หนังสือที่ไม่มีผู้อ่านย่อมมิอาจมีชีวิต ทั้งตัวละครและตัวอักษรจะกระโดดโลดเต้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อ่านอนุญาตให้มันมีชีวิต-ด้วยการอ่านนั่นเอง
มิเพียงอนุญาตให้ตัวหนังสือมีชีวิต แต่ผู้อ่านอย่างคุณนี่เองที่อนุญาตให้ผู้เขียนมีชีวิตด้วยเช่นกัน หากไม่มีผู้อ่าน โลกของผู้เขียนคงจะเหว่ว้าไม่ใช่เล่น ดังเช่นการหันหน้าเข้าหากำแพงแล้วพ่นคำพูดอยู่คนเดียวโดยไร้คนเหลียวมาสนใจ
คุณลุง ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ เคยกล่าวว่า “ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน”
แม้พญาอินทรีได้โบยบินจากโลกใบนี้ไปแล้ว ทว่า ตราบที่ยังมีผู้อ่านอ่านงานของท่าน ผมคิดว่า ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ ในฐานะนักเขียนย่อมมิสิ้นลมหายใจ ด้วยผู้อ่านนี่เองที่เป็นผู้ต่อลมหายใจให้ตราบนานเท่านาน
แม้ผู้เขียนลาจากไป แต่ลมหายใจและความคิดในห้วงเวลานั้นได้ถูกบรรจุเก็บไว้ใส่หนังสือ รอมือของผู้อ่านสักคนมาเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรก เพื่อ ‘ต่อลมหายใจ’ แล้วความคิดในชีวิตช่วงนั้นของผู้เขียนคนนั้นก็จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เห็นไหมครับว่า คุณผู้อ่านอย่างคุณมีความสำคัญสำหรับผู้เขียนถึงเพียงไหน
ผู้อ่านสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องมีนักเขียน
ทว่า นักเขียนมิอาจดำรงสถานะนักเขียนเอาไว้โดยไร้ผู้อ่าน
ผมเองยังไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘นักเขียน’
เพราะคิดว่ายังไม่มีความชำนาญด้านการเขียนเพียงพอกับคำว่า ‘นัก’ ถึงกระนั้นผมก็มีความสุขที่ได้เขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน
‘คนอื่น’ ที่นอกเหนือไปจากตัวเอง และพ่อแม่ของผม
ผมเริ่มต้นเขียนหนังสือด้วยความรู้สึกว่าอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ใครสักคนฟัง โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘ใคร’ คนนั้นเป็นใคร
ระหว่างที่คนเขียนหนังสือทั้งหลายนั่งอยู่หลังแป้นคีย์บอร์ด ประจันหน้ากับจอคอมพิวเตอร์ เขามิอาจรู้เลยว่าผู้ที่จะมานั่งอ่านตัวหนังสือที่เขาเขียนเหล่านั้นจะเป็นใคร และบางครั้งก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จะมีคนอ่านตัวหนังสือที่ฉันกำลังเขียนอยู่ไหม
แน่นอนครับ เวลาที่ได้รู้ว่ามีคนอ่านตัวหนังสือของเรา คนเขียนหนังสือย่อมดีใจเป็นธรรมดา เพราะมันเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้พูดอยู่คนเดียว ไม่ได้เปล่าเปลี่ยวอยู่ในโลกแห่งตัวอักษร
ครั้งแรกที่ผมได้รับจดหมายจากผู้อ่าน หัวใจผมเต้นราวกับจะกระเด็นออกมา
จดหมายฉบับนั้นส่งสัญญาณว่า ในโลกแห่งตัวอักษรอันกว้างใหญ่ เราได้มาพบกัน
เรา–ผู้เขียนกับผู้อ่าน
แรกเริ่มเดิมที เมื่อนั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังเขียนหนังสือ แต่พอมาช่วงหลัง ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังนั่งคุยกับผู้อ่านที่หายใจอยู่อีกด้านหนึ่งของหน้ากระดาษ
ร่างกายของเราอยู่ไกลกัน ทว่า สายตาของเราจับจ้องตัวหนังสือตัวเดียวกัน
หากจะกล่าวให้โรแมนติกสักนิดคงพูดได้ว่า เราสบตากันผ่านตัวหนังสือ
ตัวหนังสือที่อยู่ในดวงตาของผมตอนเขียน เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ในดวงตาของคุณตอนอ่าน
เช่นกันกับ ‘ตัวนี้’
ระยะห่างระหว่างผู้เขียนจะว่าไกลก็ไกล แต่จะว่าใกล้ก็ใกล้กันเหลือเชื่อ!
เราคงไม่มีโอกาสเดินสวนกันบนโลกกลมโตใบนี้ง่ายๆ
ทว่า เราพบกันได้เพราะหนังสือ
เมื่อได้พูดคุยผ่านตัวหนังสือกันบ่อยเข้า เราก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะกลายเป็นคนรู้จักกัน และนั่นคงเป็นความรู้สึกของคุณผู้อ่านบางคนหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของผมไปสักสามเล่ม
ก็มันเล่นเขียนแต่เรื่องของตัวเอง!
พี่น้องผู้อ่านที่อ่านงานของผมหลายเล่มจึงรู้ตื้นลึกหนาบางของผมไม่น้อยไปกว่าเพื่อนสนิท
และบางครั้ง ความรู้สึก ‘สนิทกัน’ ก็เกิดขึ้นจริงๆ
ทุกครั้งที่ไปเซ็นหนังสือ ผมจะรู้สึกเหมือนได้ไปเติมพลัง เมื่อได้ฟังถ้อยคำดีๆ เมื่อมีคนบอกว่าตัวหนังสือเรากระทบความรู้สึกของเขาอย่างไร เมื่อมีคนถามไถ่ถึงหนังสือเล่มใหม่ และเมื่อได้เห็นผู้อ่านหน้าเก่าๆ ที่ยังเดินเข้ามาทักทายกัน
“ขอบคุณที่ยังอ่านกันอยู่”
“ดีใจที่ได้เจอกันอีก”
ผมรู้สึกเหมือนที่พูดออกไป
หลายคนที่เจอกันทุกปี หลายคนที่จำชื่อได้ หลายคนที่จำหน้าได้แม่นแต่ดันลืมชื่อ!
ดูคล้ายเราจะนัดกันปีละสองหน เจอกันในงานหนังสือแห่งชาติ ถามไถ่ความเป็นไปว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ไหนแล้ว และคำถามเชยๆอย่าง “สบายดีไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้วตอบกลับมาว่า “สบายดี”
ผมทราบดีครับว่า ในช่วงระหว่างที่เราไม่ได้เจอกันนั้นคงมีช่วงที่เราทั้งคู่ ‘ไม่สบาย’ อยู่เหมือนกัน และระยะห่างระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียนก็คงไม่ใกล้พอที่จะรับรู้ทุกสิ่งราวกับญาติสนิทมิตรสหาย
แต่ในช่องว่างของระยะห่างนั้นก็มี “มิตรภาพ” ก่อเกิดขึ้น
ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงคุณ เพื่อที่จะกล่าวคำขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มอบให้กัน
ผู้อ่านบางคนบอกให้ผมได้ดีใจว่า ในบางเวลาตัวหนังสือของผมช่วยทำให้เขามีพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป ผมอยากจะบอกกับคุณผู้อ่านเช่นกันว่า ตัวหนังสือของคุณ ถ้อยคำดีๆ รอยยิ้มและมิตรภาพที่มอบให้นั้น ก็เป็นพลังที่ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือต่อไป และอยากทำให้มันดียิ่งขึ้นเช่นกัน
ความมหัศจรรย์ของพลังใจอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง มันมักจะกระเด้งไปมาเสมอ
มีประโยคหนึ่งของคุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งผมชื่นชอบ
“ผู้อ่านอนุญาตให้เป็นนักเขียน”
อย่างที่บอกไปแหละครับว่า ผมยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน และยังไม่แน่ใจว่าผู้อ่านอนุญาตหรือยัง แต่ผมรู้สึกดีใจที่ผู้อ่านหลายคนอนุญาตให้ผมเป็นเพื่อน
เป็นเพื่อนในโลกแห่งตัวอักษร
เป็นเพื่อนที่คุยกันผ่านหน้ากระดาษ
ผมคิดว่าคำกล่าวของพญาอินทรีเป็นความจริง
“ผู้อ่านเป็นลมหายใจของนักเขียน”
เมื่อรู้ว่ามีเพื่อนอ่านอยู่ ผมจึงเขียน
และยังมีลมหายใจอยู่ในโลกของการเขียน
ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันในโลกใบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักครับ
…
เรื่องราวข้างบนเป็นจดหมายจากนักเขียนหนุ่มนามว่า–นิ้วกลม
ที่เขียนอยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 1526 หน้า 51
ในหัวข้อ “ถึง…คุณผู้อ่านที่รัก’

