เราต่างเป็นลมหายใจของกัน

‘หนังสือ’ จะมีชีวิตขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยเราสองคน
คนหนึ่งเขียน อีกคนหนึ่งอ่าน

หนังสือที่ไม่มีผู้อ่านย่อมมิอาจมีชีวิต ทั้งตัวละครและตัวอักษรจะกระโดดโลดเต้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อ่านอนุญาตให้มันมีชีวิต-ด้วยการอ่านนั่นเอง
มิเพียงอนุญาตให้ตัวหนังสือมีชีวิต แต่ผู้อ่านอย่างคุณนี่เองที่อนุญาตให้ผู้เขียนมีชีวิตด้วยเช่นกัน หากไม่มีผู้อ่าน โลกของผู้เขียนคงจะเหว่ว้าไม่ใช่เล่น ดังเช่นการหันหน้าเข้าหากำแพงแล้วพ่นคำพูดอยู่คนเดียวโดยไร้คนเหลียวมาสนใจ
คุณลุง ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ เคยกล่าวว่า “ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน”
แม้พญาอินทรีได้โบยบินจากโลกใบนี้ไปแล้ว ทว่า ตราบที่ยังมีผู้อ่านอ่านงานของท่าน ผมคิดว่า ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ ในฐานะนักเขียนย่อมมิสิ้นลมหายใจ ด้วยผู้อ่านนี่เองที่เป็นผู้ต่อลมหายใจให้ตราบนานเท่านาน
แม้ผู้เขียนลาจากไป แต่ลมหายใจและความคิดในห้วงเวลานั้นได้ถูกบรรจุเก็บไว้ใส่หนังสือ รอมือของผู้อ่านสักคนมาเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรก เพื่อ ‘ต่อลมหายใจ’ แล้วความคิดในชีวิตช่วงนั้นของผู้เขียนคนนั้นก็จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เห็นไหมครับว่า คุณผู้อ่านอย่างคุณมีความสำคัญสำหรับผู้เขียนถึงเพียงไหน
ผู้อ่านสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องมีนักเขียน
ทว่า นักเขียนมิอาจดำรงสถานะนักเขียนเอาไว้โดยไร้ผู้อ่าน
 

ผมเองยังไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘นักเขียน’
เพราะคิดว่ายังไม่มีความชำนาญด้านการเขียนเพียงพอกับคำว่า ‘นัก’ ถึงกระนั้นผมก็มีความสุขที่ได้เขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน
‘คนอื่น’ ที่นอกเหนือไปจากตัวเอง และพ่อแม่ของผม

ผมเริ่มต้นเขียนหนังสือด้วยความรู้สึกว่าอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ใครสักคนฟัง โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘ใคร’ คนนั้นเป็นใคร
ระหว่างที่คนเขียนหนังสือทั้งหลายนั่งอยู่หลังแป้นคีย์บอร์ด ประจันหน้ากับจอคอมพิวเตอร์ เขามิอาจรู้เลยว่าผู้ที่จะมานั่งอ่านตัวหนังสือที่เขาเขียนเหล่านั้นจะเป็นใคร และบางครั้งก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จะมีคนอ่านตัวหนังสือที่ฉันกำลังเขียนอยู่ไหม

แน่นอนครับ เวลาที่ได้รู้ว่ามีคนอ่านตัวหนังสือของเรา คนเขียนหนังสือย่อมดีใจเป็นธรรมดา เพราะมันเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้พูดอยู่คนเดียว ไม่ได้เปล่าเปลี่ยวอยู่ในโลกแห่งตัวอักษร
ครั้งแรกที่ผมได้รับจดหมายจากผู้อ่าน หัวใจผมเต้นราวกับจะกระเด็นออกมา
จดหมายฉบับนั้นส่งสัญญาณว่า ในโลกแห่งตัวอักษรอันกว้างใหญ่ เราได้มาพบกัน
เรา–ผู้เขียนกับผู้อ่าน

แรกเริ่มเดิมที เมื่อนั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังเขียนหนังสือ แต่พอมาช่วงหลัง ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังนั่งคุยกับผู้อ่านที่หายใจอยู่อีกด้านหนึ่งของหน้ากระดาษ
ร่างกายของเราอยู่ไกลกัน ทว่า สายตาของเราจับจ้องตัวหนังสือตัวเดียวกัน
หากจะกล่าวให้โรแมนติกสักนิดคงพูดได้ว่า เราสบตากันผ่านตัวหนังสือ
ตัวหนังสือที่อยู่ในดวงตาของผมตอนเขียน เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ในดวงตาของคุณตอนอ่าน
เช่นกันกับ ‘ตัวนี้’

ระยะห่างระหว่างผู้เขียนจะว่าไกลก็ไกล แต่จะว่าใกล้ก็ใกล้กันเหลือเชื่อ!
เราคงไม่มีโอกาสเดินสวนกันบนโลกกลมโตใบนี้ง่ายๆ
ทว่า เราพบกันได้เพราะหนังสือ

เมื่อได้พูดคุยผ่านตัวหนังสือกันบ่อยเข้า เราก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะกลายเป็นคนรู้จักกัน และนั่นคงเป็นความรู้สึกของคุณผู้อ่านบางคนหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของผมไปสักสามเล่ม
ก็มันเล่นเขียนแต่เรื่องของตัวเอง!
พี่น้องผู้อ่านที่อ่านงานของผมหลายเล่มจึงรู้ตื้นลึกหนาบางของผมไม่น้อยไปกว่าเพื่อนสนิท
และบางครั้ง ความรู้สึก ‘สนิทกัน’ ก็เกิดขึ้นจริงๆ

ทุกครั้งที่ไปเซ็นหนังสือ ผมจะรู้สึกเหมือนได้ไปเติมพลัง เมื่อได้ฟังถ้อยคำดีๆ เมื่อมีคนบอกว่าตัวหนังสือเรากระทบความรู้สึกของเขาอย่างไร เมื่อมีคนถามไถ่ถึงหนังสือเล่มใหม่ และเมื่อได้เห็นผู้อ่านหน้าเก่าๆ ที่ยังเดินเข้ามาทักทายกัน
“ขอบคุณที่ยังอ่านกันอยู่”
“ดีใจที่ได้เจอกันอีก”
ผมรู้สึกเหมือนที่พูดออกไป

หลายคนที่เจอกันทุกปี หลายคนที่จำชื่อได้ หลายคนที่จำหน้าได้แม่นแต่ดันลืมชื่อ!
ดูคล้ายเราจะนัดกันปีละสองหน เจอกันในงานหนังสือแห่งชาติ ถามไถ่ความเป็นไปว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ไหนแล้ว และคำถามเชยๆอย่าง “สบายดีไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้วตอบกลับมาว่า “สบายดี”
ผมทราบดีครับว่า ในช่วงระหว่างที่เราไม่ได้เจอกันนั้นคงมีช่วงที่เราทั้งคู่ ‘ไม่สบาย’ อยู่เหมือนกัน และระยะห่างระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียนก็คงไม่ใกล้พอที่จะรับรู้ทุกสิ่งราวกับญาติสนิทมิตรสหาย
แต่ในช่องว่างของระยะห่างนั้นก็มี “มิตรภาพ” ก่อเกิดขึ้น

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงคุณ เพื่อที่จะกล่าวคำขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มอบให้กัน
ผู้อ่านบางคนบอกให้ผมได้ดีใจว่า ในบางเวลาตัวหนังสือของผมช่วยทำให้เขามีพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป ผมอยากจะบอกกับคุณผู้อ่านเช่นกันว่า ตัวหนังสือของคุณ ถ้อยคำดีๆ รอยยิ้มและมิตรภาพที่มอบให้นั้น ก็เป็นพลังที่ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือต่อไป และอยากทำให้มันดียิ่งขึ้นเช่นกัน
ความมหัศจรรย์ของพลังใจอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง มันมักจะกระเด้งไปมาเสมอ

มีประโยคหนึ่งของคุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งผมชื่นชอบ
“ผู้อ่านอนุญาตให้เป็นนักเขียน”
อย่างที่บอกไปแหละครับว่า ผมยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน และยังไม่แน่ใจว่าผู้อ่านอนุญาตหรือยัง แต่ผมรู้สึกดีใจที่ผู้อ่านหลายคนอนุญาตให้ผมเป็นเพื่อน

เป็นเพื่อนในโลกแห่งตัวอักษร
เป็นเพื่อนที่คุยกันผ่านหน้ากระดาษ
ผมคิดว่าคำกล่าวของพญาอินทรีเป็นความจริง
“ผู้อ่านเป็นลมหายใจของนักเขียน”
เมื่อรู้ว่ามีเพื่อนอ่านอยู่ ผมจึงเขียน
และยังมีลมหายใจอยู่ในโลกของการเขียน
ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันในโลกใบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักครับ

เรื่องราวข้างบนเป็นจดหมายจากนักเขียนหนุ่มนามว่า–นิ้วกลม
ที่เขียนอยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 1526 หน้า 51
ในหัวข้อ “ถึง…คุณผู้อ่านที่รัก’

ความเห็น (3)

สุดที่รัก-รักที่สุด

‘สุดที่รัก’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘พ่อแม่’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘พี่น้อง’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘เพื่อนสนิท’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
สัตวเลี้ยงฉันออกลูก ฉันก็พูดกับมันว่า… “รักที่สุด”
ต้นไม้ฉันออกดอก ฉันก็บอกมันว่า… “รักที่สุด”
‘สุดที่รัก’ กลับมาถามในวันหนึ่ง… “ตกลงเธอรักฉันที่สุดหรือเปล่า?”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘สุดที่รัก’ ถาม… “แล้วพ่อแม่ พี่น้อง กับคนอื่นๆล่ะ ไม่ได้รักที่สุดเหรอ?”
ฉันตอบ… “รักที่สุดเหมือนกัน”
สุดที่รักโมโห… “ฉันเป็นสุดที่รักของเธอ เธอต้องรักฉันที่สุดคนเดียว”
ฉันคิด.. นิดหนึ่ง… “แต่ฉัน…รักที่สุดทุกคน”
สุดที่รักงอน… “คนหลายใจ…ไปตายซะ”
ฉันผิดตรงไหน ที่ฉันรักคนสำคัญในชีวิตฉันทุกคน?
ฉันสับสน…
ฉันจึงไปกระโดดน้ำตาย…ตามคำสุดท้ายของสุดที่รัก
ฉันขึ้นไปบนสะพานที่สูงที่สุด กระโดดลงไปในแม่น้ำตรงจุดที่ลึกที่สุด
ฉันไม่ตาย…เพราะฉันว่ายน้ำเป็น…และฉันก็รักตัวเองที่สุด…
ฉันว่ายน้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ จากแม่น้ำออกทะเล
จากทะเลออกมหาสมุทร ว่ายจนกว่าจะสุดทาง
ผ่านเกาะ ผ่านประเทศต่างๆ…มากมาย
แล้วฉันก็วนกลับมาที่เดิม สะพานเดิมที่ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ฉันค้นพบแล้วว่า…
โลกกลม มีเกาะ มีประเทศ ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆบนโลก ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกเกาะ ทุกประเทศ มีความสำคัญ มีหนึ่งเดียว และอยู่ทุกมุมสุดของโลก
เหมือนความรักของฉัน…เป็นทรงกลม
มีคนสำคัญ…ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆของความรัก
แต่ละคนมีหนึ่งเดียว ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกคนคือ ‘สุดที่รัก’ และฉันก็ ‘รักที่สุด’

เรื่องราวข้างบน มาจากหนังสือ “นิทานบัวไร” เขียนโดยคุณบัวไร
อ่านแล้วชอบ
ถ้ามีคนมาถามเราว่า…ในช่วงชีวิตหนึ่ง จะมีคนที่เรารักที่สุดกี่คน?
ตอนนี้มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วล่ะ ^.^

ความเห็น (5)

เป็นไทจึงเป็นสุข

25 ตุลาคม เมื่อสองปีก่อน
โชคชะตานำพาให้เราพบเจอกับ “ประสบการณ์” บางอย่าง
ประสบการณ์ที่ไกลตัว
ประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่สี ขาว-ดำ เท่านั้น
ประสบการณ์ที่ทำให้รู้ว่า แค่ได้คุยกับบางคนสามารถเรียกพลังบางอย่างในตัวเองออกมาได้
ถึงวันนี้ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นได้เจือจางลงตามกาลเวลา
วันนี้สีเทาๆที่เรารู้สึก เปลี่ยนกลับมาเป็นสีขาวอีกครั้ง

27-28-29 ตุลาคม
สามวันของการกลายร่างจากคนรักษาเป็นคนสอนหนังสือ+คุม work shop
ให้กับ จนท. ที่เราทำงานด้วย
ก็รีดพลังงานกันตั้งแต่เตรียมสอนและระหว่างสอน
ถึงวันนี้ภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
หวังใจว่า สิ่งที่เราถ่ายทอดไปจะเป็นประโยชน์กับ จนท.รวมถึงผู้ป่วยที่เปรียบเสมือนอาจารย์ของเราเช่นกัน

วันนี้จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่เรารู้สึก “เป็นไท”
เป็นไทจาก “ความทรงจำสีเทาเทา” และเป็นไทจากภาวะ “คุณครูจำเป็น”
จากนี้ก็จะตะลุยอ่านหนังสือที่ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือเสียที
เอาความบันเทิง+ความสุขจากตัวหนังสือเหล่านั้นเข้ามาไว้ในหัวใจ

แค่เป็นไท เราก็เป็นสุขละ
ว่ามั้ย


:D

ความเห็น (4)

วันเกิดเจ้าหญิงเพี้ยน(แต่)น่ารักโคตรโคตร

IMG_0804

1.
ยี่สิบสี่ตุลามาบรรจบ
เป็นวันครบรอบวันเกิดใครกันหนา
คนที่ใครว่าเธอไม่ธรรมดา
คงต้องมาลองรู้จักดูสักที

2.
หญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมานั้น
สร้างสีสันให้กับโลกใบนี้
เธอปลุกคนรอบข้างให้มีชีวี
คนมากมีได้รู้จักแสนสำราญ

3.
หญิงคนนี้เราเรียกเธอว่าเจ้าหญิงฯ
หรือชิงชิงที่ใครใครต่างเรียกขาน
สาวตัวเล็กเสียงห้าวแสนเบิกบาน
มองนานนานแล้วยิ่งตกหลุมรักเธอ

4.
เธอยังมีรอยยิ้มที่แสนกว้าง
โลกสว่างสดใสอยู่เสมอ
เธอหัวเราะเสียงดังด้วยนะเออ
อยู่ใกล้เธอมีแต่ความหรรษา

5.
เธอเป็นสาวศิลปกรรมศาสตร์
เธอชอบวาดรูปการ์ตูนเป็นหนักหนา
แถมยังวาดได้น่ารักไม่ธรรมดา
คนต่างพากันชื่นชมและหลงไหล

6.
เธอนั้นเป็นเจ้าของภาษาหนูหนู
ทฤษฎีสีชมพูนั่นก็ใช่
เธอสีม่วงเขาสีเทาผสมกันไป
เป็นสีใหม่สดใสงามจับตา

7.
เธอเป็นกำลังใจที่ใส่มงกุฏ
ให้มนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งน่าอิจฉา
คนคนนั้นตัวเขาก็ไม่ธรรมดา
มีชื่อว่าเอ๋หรืออีกชื่อคือนิ้วกลม

8.
เมื่อพูดถึงความรักของคนทั้งคู่
ใครที่รู้จักต่างพากันชื่นชม
ว่าน่ารักและแสนจะเหมาะสม
เหมือนเป็นพรหมลิขิตให้มาพบเจอ

9.
ในวันเกิดปีนี้ของเจ้าหญิงฯ
ให้เจอสิ่งที่ดีดีอยู่เสมอ
มีคนรักและชื่นชมในตัวเธอ
มีเพื่อนเกลออยู่ข้างกายและข้างใจ

10.
ขอให้คนสำราญงานสำเร็จ
เดอะซีเคร็ตดึงดูดสิ่งดีมาให้
ได้ทำในสิ่งที่หวังสมดังใจ
ให้สดใสตลอดปีและตลอดไปเอย

ความเห็น (3)

สุขสัปดาห์ (อีกแล้ว)

จะต้องเหงากันอีกนานไหม ต้องนั่งถอนใจอีกกี่ครั้ง
จะต้องพบเจอกับรักที่ผิดหวัง กี่ครั้งถึงพอใจ
เปิดเพลงรักฟังอยู่คนเดียว มีรักข้างเดียวมันเปลี่ยวหัวใจ
มองไปรอบตัวก็ยังไม่เห็นใคร ทำไมต้องเป็นเรา

* คอยปลอบตัวเองต้องมีสักวัน ที่เจอคนที่เขาจริงใจ
ยังคอยบอกตัวเอง ว่าต้องมีสักวัน แต่ว่ามันก็ไม่รู้เมื่อไหร่

** โปรดส่งใครมารักฉันที อยู่อย่างนี้มันหนาวเกินไป
อยากจะรู้รักแท้มันเป็นเช่นไร มีจริงใช่ไหม
โปรดส่งใครมาเป็นคู่กัน ที่ไม่ทำให้ฉันเดียวดาย
ช่วยมาทำให้ฉันเข้าใจ และได้รักใครกับเขาสักครั้ง

มันอ้างว้างจนทนไม่ไหว พยายามห้ามใจ ไม่ได้สักวัน
อยากจะรู้จริงตอนคนเขารักกันมันเป็นเช่นไร
(ซ้ำ * , **)

โว้ว โฮ โฮ กับเขาสักครั้ง

ช่วยมาทำให้ฉันเข้าใจ และได้รักใครกับเขาสักครั้ง

สองสามวันมานี้ ฟังเพลงนี้วันละหลายๆครั้ง
คงเป็นจากกระแสของหนัง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ”
ที่นำเพลง “โปรดส่งใครมารักฉันที” มาเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์
ส่วนตัวชอบทั้งออริจินอลและเพลินจิตเวอร์ชั่น
ฟังทีไรก็จี๊ดๆหัวใจทุกทีสิน่า

เมื่อวันเสาร์ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ควงแขนกับน้องสาวคนสนิทไปดูหนังเรื่องนี้ ตามประสาสาวโสด
ระหว่างที่นั่งดูอยู่ก็ไม่ได้เหงาเท่าไหร่
อาจเพราะในเรื่องมีมุกตลกให้หัวเราะบ่อยๆ
แม้จะมีบ้างที่ทำให้ซาบซึ้งจนน้ำตาซึมๆ
และรู้สึกอิ่มใจ+สุขใจที่ได้ดู
แต่ก็ยังไม่ฮึดเท่ากับเหมยลี่นางเอกในเรื่องที่กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรๆ
ในยามที่กำลังเฝ้ามองรถไฟขบวนท้ายๆกำลังจะออกจากสถานีไป

ตอนนี้กำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘รถไฟ’ ของเรา
อยู่ที่จุดไหนบนรางรถไฟยาวๆสายนี้

หลังจากอิ่มอกอิ่มใจไปกับหนังรถไฟฟ้าฯ
ก็ถึงครานั่งรถไฟฟ้าไปต่อรถไฟใต้ดิน
โดยมีจุดหมายปลายทางที่งาน Book Expo ครั้งที่ 14
ครั้งนี้วางแผนมาแล้วว่าจะซื้อหนังสืออะไรบ้างและอยู่ที่บูธไหน
ไม่ต้องเดินแออัดฝ่าฝูงชนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ได้หนังสือตามต้องการ
ได้เจอคนที่อยากเจอหลายๆคน
ทั้งนักเขียนคนโปรด+คนพิเศษของเค้าทั้งหลาย
ทั้งเพื่อนพ้องน้องพี่ฟลาเนอร์และไม่ฟลาเนอร์
อ้อ ได้ทำความรู้จักกับน้องชายคนหนึ่งที่ชื่อ ‘มิลค์’ แต่บางคนถนัดที่จะเรียกว่า ‘มิว’ มากกว่า
อยู่ที่งานหนังสือตั้งแต่นักเขียนคนโปรดมาถึงเมื่อบ่ายสี่โมงกว่าๆ
จนกระทั่งสองทุ่มเกือบครึ่งที่นักเขียนเป็นอิสระจากการแจกลายเซ็น
งานนี้คงเมื่อยนิ้วน่าดู เห็นว่าเซ็นจนนิ้วเกือบพองเลยนิ
แต่คงเป็นความเมื่อยที่มาพร้อมกับความสุข

รายชื่อหนังสือที่ได้จากงานครั้งนี้
- อาจารย์ในร้านคุกกี้
- ปอกกล้วยในมหาสมุทร
- ระยะทางอันห่างใกล้
- ผม , มูราคามิ
- นักคิดของนักคิด
- ดาวหางเหนือทางรถไฟ
- ความสุข ณ จุดที่ยืน
- ความรู้สึกดีฯ 31
- ตามรักล่าหัวใจ
- มังกรเซน
- รุ้งในลมหนาว
- ภูแสนดาว
- เหมือนฟ้ามีพระอาทิตย์สองดวง
- ขอเพลงให้ตัวเองหน่อย
- การ์ตูนวรรณกรรมของ สนพ. Book wave 6 เล่ม
- รวมเรื่องสั้นวันโลกยิ้ม (เอี้ยงให้มา)
- H2L สูตรรักเคมีหัวใจ (พี่ตุ๊กตาให้มาเช่นกัน)

แยกย้ายสลายโต๋กับนักเขียน
ท้องไส้ก็เรียกร้องอาหารมาเติมลงในกระเพาะอาหารของแต่ละคน
รวบรวมพลพรรคได้ 8 คน
พี่จิว พี่แขก จุ๋ม เอี้ยง เมกิ ปอนด์ โอ๊ท น้องมิลค์
เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินไปจนสิ้นสุดที่สถานีบางซื่อ
จากนั้นนั่งรถของเมกิต่อไปยังร้าน “สราญรมย์” ที่แยกบางโพธิ์
ร้านนี้เป็นร้านใหม่ที่พวกเราไม่เคยมา ยกเว้นเมกิ
ตามปกติถ้านัดรวมพล มักไม่พ้นปาร์ตี้ @ ปาเต๊ะ
บรรยากาศโดยรวมของร้านโอเค อาหารรสชาติดี นักร้องร้องเพลงโอเค (อย่างน้อยก็ร้องเพลง Ost. รถไฟฟ้าฯ ใช้ได้ ^.^)
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ครื้นเครงตามสไตล์เราเรา
ทั้งเม้าท์+เอาคืน (รึเปล่านะ)+ขำขำท่าตีปีกของพี่แขก (เห็นครั้งเดียวก็เกินพอ)
งานนี้น้องมิลค์ดูจะถูกซักถามเยอะหน่อยจากบรรดาพี่ๆ
ก็รู้สึกดีที่น้องหันมาสนใจการอ่านหนังสืออื่นๆนอกเหนือจากหนังสือเรียน เพราะนักเขียนคนโปรดของพวกเรา
อาหารมื้อนี้มีเซอร์ไพรส์จากคนที่ตามมาทีหลังคือ ‘นาย’
ที่ครั้งนี้ทำเวลาได้ดีจนหลายคนแทบไม่เชื่อ(ไม่เกินครึ่งชั่วโมง)
ดีใจที่เรา(พี่สาว+น้องชายร่วมราศีเดียวกัน)คุยกันได้เหมือนเดิมๆ

เหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจให้เราได้หม่ำอาหารกันแบบชิลชิล
ไม่มีฝนตกมากระทบกายสักหยด
แต่หลังจากแยกย้ายกันไป ระหว่างเดินทางกลับหอน้อง
ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว
ไม่รู้ว่าฝนที่ตกทางนี้ หนาวถึงคนทางโน้นบ้างรึเปล่า
แต่เราก็หลับสนิทดีท่ามกลางเสียงฝนพรำ

ความเห็น (7)

สามสิบเอ็ดปี..ที่ผ่านพ้นมานั้น

IMG_0840

 

1.
สิบห้าตุลาคมมาบรรจบ เป็นวันครบรอบวันเกิดใครกันหนา
คนที่ใครว่าเขาไม่ธรรมดา คงต้องมาลองรู้จักดูสักที
2.
ชายคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมานั้น ได้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อโลกนี้
เขาปลุกตัวอักษรให้มีชีวี คนมากมีได้อ่านสำราญใจ
3.
ชายคนนั้นเขามีชื่อว่าเอ๋ เป็นคนเท่มีเสน่ห์มากเหลือหลาย
อีกชื่อหนึ่งนิ้วกลมเก๋มากมาย ใครต่อใครต่างพากันนิยม
4.
เรื่องผลงานการเขียนนั้นสุดยอด แสนจะฮ็อตสุดจะฮิตจิตรื่นรมย์
ต้องขอบคุณผมลิขิตของนิ้วกลม นำวงกลมใครต่อใครมาซ้อนกัน
5.
นอกจากเป็นครีเอทีฟผู้สร้างสรรค์ เป็นแรงบันดาลใจกระตุ้นต่อมฝัน
แม้โตเกียวไม่มีขาก็ช่างมัน ถ้าอยากฝันเป็นจริงวิ่งใส่เลย
6.
เหมือนดังเช่นกัมพูชาพริบตาเดียว ใครอยากเที่ยวอย่ามัวแต่นิ่งเฉย
ไปคนเดียวไม่เห็นเป็นไรเลย โอ้เพื่อนเอ๋ยมีโอกาสจงรีบไป
7.
อีกประเทศซึ่งเป็นที่กล่าวขาน ก็เนปาลประมาณสะดือนั่นไง
แม้นเทือกเขาสูงใหญ่สักเพียงไหน ไม่เท่าใจของเพื่อนที่มีต่อกัน
8.
จากดินแดนแห่งอารยธรรม นิ้วกลมนำพาเราใจไหวหวั่น
สมองไหวในฮ่องกงกันฉับพลัน แถมพี่ท่านโรแมนติกซะมากมาย
9.
การเดินทางช่วยเปิดโลกให้กว้าง แม้ไม่ว่างไปเองก็เพลินได้
แค่อ่านตัวอักษรสบายสบาย แถมยังได้แง่คิดติดในใจ
10.
ใครกันหนอบอกอิฐค่าน้อยนิด แต่ถ้าอิฐของนิ้วกลมคงไม่ใช่
หลากไอเดียหลายแรงบันดาลใจ เด็กรุ่นใหม่คนรุ่นเก่าต่างชื่นชม
11.
นวนิยายมีมือก็ใช่ย่อย คนไม่น้อยถูกจับด้วยมือของผม
ไม่ว่าเรื่องของผมหรือนิ้วกลม คนฝากชมฝากเชียร์คิดได้ไง
12.
ไอน์สไตน์เวลาหมาพุดเดิ้ล แม้อ่านเพลินแต่ก็เศร้าน้ำตาไหล
แต่ที่รอด้วยความเบิกบานใจ นั่นไงที่เฝ้ารอมานาน
13.
ยังมีงานอีกมากมายหลายคอลัมน์ ที่จัดทำไว้ในนิตยสาร
ครีม อะเดย์ ฮิ โอเพ่นที่รู้กัน นอกจากนั้นมติชนสุดสัปดาห์
14.
ใครได้อ่านเพลงรักประกอบชีวิต คงจะติดใจเจ้าหญิงฯกันถ้วนหน้า
หลายคนต่างช่วยกันภาวนา ให้เดินหน้าถึงเพลงยี่สิบในเร็ววัน
15.
ก่อนหน้าที่จะเดินทางถึงเพลงนั้น มีเรื่องอันเหน็บหนาวและหนุกหนาน
ผ่านการนั่งรถไฟไปตู้เย็นด้วยกัน เรื่องความฝันเรื่องความคิดเต็มขบวน
16.
จากนั้นพานั่งรถไฟไปดาวหาง เป็นเส้นทางสู่เชียงดาวกับกลุ่มก๊วน
แล้วแตกหน่อเป็นหน่อไม้งามเย้ายวน สามหนุ่มชวนคุยเรื่องฝันเรื่องชีวี
17.
สามสิบเอ็ดปีที่ผ่านพ้นมานั้น รู้ไหมนั่นทำให้คนแฮปปี้
สร้างความสุขผ่านอักษรที่ดีดี ขอบคุณที่นำสิ่งดีดีสู่ชีวิต
18.
เมื่ออ่านแล้วมองเห็นโลกแบบเอ๋เอ๋ นอกจากเท่ยังแอบอุ่นกรุ่นในจิต
มองมุมบวกผสมอารมณ์ติสท์ ชอบสะกิดต่อมความฝันของหนุ่มสาว
19.
ใครที่มีอารมณ์แสนอ่อนไหว รับรองได้อ่านแล้วน้ำตาคลอเบ้า
บางอารมณ์อ่านแล้วแสนจะเหงา แต่ความเหงาทำให้เราเข้าไปได้
20.
ลองแวะไปที่บ้านพักฝากอากาศ ในยามขาดไร้แรงบันดาลใจ
เป็นที่ซึ่งทำให้สมองใส แถมยังได้มิตรภาพที่สวยงาม
21.
ถ้าอยากมองเห็นโลกแบบกว้างกว้าง หรืออ้างว้างยามไกลห่างจากสยาม
แวะเข้าไปที่ roundeyes ชวนติดตาม ภาพงามงามผ่านดวงตาทั้งคู่
22.
เมื่ออยากฟังเพลงรักประกอบชีวิต หรือเพลงทฤษฎีสีชมพู
คลิกไปฟังที่ roundears เพราะน่าดู คนมีคู่ฟังแล้วแสนสุขขี
23.
ถ้าอยากชิมตัวหนังสือแสนอร่อย แวะไปหน่อยไปที่ร้านคุกกี้
แหล่งผลิตตัวอักษรรสชาติดี หม่ำเต็มที่ยังไม่อิ่มกันสักที
24.
อีกที่หนึ่งควรแวะเป็นอย่างยิ่ง มีหลายสิ่งน่าสนใจไม่หน่ายหนี
สวนสมองที่สะสมของดีดี คนมากมีต่างแวะเข้าไปทักทาย
25.
อยากบอกว่าขอบคุณอะไรก็ได้ ที่ทำให้ได้รู้จักและปราศรัย
แถมยังได้เพื่อนใหม่อีกมากมาย ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นเล็กมารวมกัน
26.
แม้ในช่วงที่อยู่ไกลถึงอังกฤษ ยังใกล้ชิดกับมิตรรักและนักอ่าน
ส่งข่าวสารผ่านอักษรมาให้กัน ทุกคนนั้นต่างเฝ้ารอคอยผลงาน
27.
เดือนตุลาปีก่อนไม่พบหน้า หวังไว้ว่าจะได้เสพงานสร้างสรรค์
จากมันสมองรวมถึงสองมือนั้น ที่สร้างฝันและสร้างแรงบันดาลใจ
28.
แล้วความหวังก็เป็นจริงในที่สุด สายตาหยุดที่ปกเขียวอันสดใส
หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแดนไกล ลอนดอนไดอารี่หนึ่งจุดหนึ่ง
29.
กลับจากเมืองผู้ดีเมื่อต้นปี คราวนี้มี m&m มาให้ทึ่ง
ได้เจหวานมาช่วยเพิ่มความอึ้ง มีมุกซึ่งหลากหลายให้อ่านกัน
30.
จากนั้นมีลูกทยอยถือกำเนิด มีบ่อเกิดจากถามตอบที่สร้างสรรค์
ปลอกกล้วยในมหาสมุทรสุดจะมันส์ คนหม่ำกันอิ่มหนำและสำราญ
31.
ต่อกันด้วยระยะทางอันห่างใกล้ ที่ทำให้ย้อนคิดถึงความสัมพันธ์
อยู่ไกลนั้นบางทีดีกว่าใกล้กัน ความผูกพันที่แน่นไปไม่สบาย
32.
นอกจากนี้มีโปรเจคสุดจะเจ๋ง โบกรถเองใต้จรดเหนือประเทศไทย
หนุ่มนักโบกกับสาวผู้โชคร้าย พบน้ำใจมากมายระหว่างทาง
33.
ตุลานี้มีผลงานมาให้อ่าน คงชื่นบานถ้วนหน้าสมดังหวัง
ระหว่างรอหนุ่มนักโบกฯไปพลางๆ อยากรู้จังมีกี่เล่มให้ติดตาม
34.
ปีสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง คล้ายปีทองเพราะมีงานล้นหลาม
ทั้งกำกับฯ-พิธีกร-เขียนคอลัมน์ กิจกรรมอื่นนั้นคือพูดคุย
35.
เอ๋บอกว่าตนนั้นเป็นคนเล่าเรื่อง คนทั้งเมืองให้คะแนนผ่านฉลุย
ฟังเรื่องเล่าบางคนยิ้มแก้มตุ่ย บ้างพร้อมลุยทำฝันให้เป็นจริง
36.
คนหนุ่มสาวยกให้เป็นดิไอดอล ผ่านอักษรเปี่ยมพลังอันใหญ่ยิ่ง
ใครทุกข์ท้ออ่านแล้วเห็นบางสิ่ง ใครทอดทิ้งความฝันหันกลับคืน
37.
ความคิดอ่านเติบใหญ่ขึ้นตามวัย แต่ยังไม่ทิ้งความสุขและครึกครื้น
บางทีอาจตัวหนังสือแล้วฮาครืน น้ำตารื้นในบางทีที่ซึ้งใจ
38.
ในวาระเอ๋อายุสามสิบเอ็ด ให้สำเร็จสมหวังทุกเป้าหมาย
ให้ความรักงดงามสมดังใจ ให้มีไฟทำสิ่งที่มีคุณค่า
39.
ให้มีใจเป็นเด็กน้อยบางเวลา ให้ก้าวหน้าก้าวไกลไม่รอช้า
ให้มีคนชื่นชมสมอุรา ให้เพื่อนยาอยู่ข้างกายและข้างใจ
40.
ให้มีไฟในการเขียนหนังสือ ให้เลื่องชื่อลือนามระบือไกล
ให้หนุ่มสาวและคนหลากหลายวัย เป็นแรงใจให้นิ้วกลมตลอดไป…

ความเห็น (2)

จดหมายจากน้องพี

“สวัสดีค่ะ พี่จุ๋ม ที่เคารพ

ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ พี่จุ๋มสบายดีหรือเปล่าคะ ส่วนหนูสบายดีค่ะ
ที่บ้านพี่จุ๋มอากาศเป็นอย่างไรบ้างคะ ที่บ้านหนูอากาศร้อนมากค่ะ
ที่บ้านหนูมีเทศกาลออกพรรษาที่น่าสนใจมากค่ะ
ที่บ้านพี่จุ๋มอากาศร้อนไหมคะ
ปิดเทอมนี้หนูจะไปอยู่กรุงเทพค่ะ ไม่ทราบว่าพี่จุ๋มอยู่ที่ไหนคะ
แล้วพี่จุ๋มทำงานไหมคะ ทำงานอะไรหรือคะ
หนูรักพี่จุ๋มมากค่ะ

หนูเป็นหนอนน้อย พี่จุ๋มเป็นใบชา
หนอนน้อยขอสัญญาว่า จะรักพี่จุ๋มตลอดไปค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง
น้องพี”

วันนี้ได้รับจดหมายจากน้องพี เด็กหญิงจากปากพะยูน
ที่เราให้การอุปการะเรื่องการศึกษาอยู่
เป็นจดหมายที่ทำให้ยิ้ม+อารมณ์ดี ทั้งวันเลย
ด้านหลังซองจดหมายมีข้อความของมูลนิธิฯที่เขียนเอาไว้ว่า

“การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ”

ในตอนนี้
เรากำลังมีความสุขใจจากการเป็นผู้ให้..จริงๆ ^.^

ความเห็น (3)

เดือนนี้ยกให้ก๊วน..

สำหรับเรา…

เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนเกิดแพ็คคู่
เดือนสิงหาคมเป็นเดือนเกิดของหลานรัก
เดือนตุลาคมยกให้เป็นเดือนเกิดของก๊วน

“ก๊วน” ในที่นี้ก็คือ “RFFC” หรือในชื่อเต็มที่พวกเราเรียกกันเองว่า
“Round Finger Friend Club”
ซึ่งเอ(กลม)เป็นคนเสนอชื่อนี้ขึ้นมา
โดยส่วนตัวชอบชื่อนี้ และรู้สึกว่า คำว่า “Friend Club” ให้ความรู้สึกที่ดี+มีความหมาย

ถ้าถามว่า RFFC ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็คงเริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2550
หลังจากที่คนหลายๆคนซึ่งอ่านหนังสือของนักเขียนคนเดียวกัน และชื่นชอบตัวหนังสือของเขา (นิ้วกลม – A+)
จากการเริ่มต้นพูดคุยกันผ่านทางพื้นที่ล่องหน-บ้านพักฝากอากาศ
ก็เริ่มส่งเสียงตามสายพูดคุยกัน จนกระทั่งได้เจอะหน้าค่าตา
จากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นคนที่คุ้นเคยกันดี
สำหรับบางคนไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เรื่องบางเรื่อง ก็สื่อถึงกันได้เสมอ ^.^

เหตุผลที่ยกให้เดือนนี้เป็น “เดือนของก๊วน”
เพราะในเดือนนี้(ตุลาคม) มีวันคล้ายวันเกิดของเพื่อนร่วมก๊วนมากที่สุด

15 ตุลาคม — เอ๋
16 ตุลาคม — ต้อม
22 ตุลาคม — ฮิม
24 ตุลาคม — ชิง
25 ตุลาคม — ปอนด์
26 ตุลาคม — ศร
28 ตุลาคม — เมกิ

ขอให้เพื่อน+น้องทั้ง 7 คน
มีความสุขกับวันที่อาวุโสขึ้น และวันต่อๆไป
ให้มีสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิต
ให้สิ่งร้ายร้ายผ่านพ้นไป
ให้มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง
ให้ได้ทำตามสิ่งที่ปรารถนา
ให้…(เว้นไว้ในเติมเอง ^.^)

ปล..เอ็นทรี่ที่ 100 นี้ ขอยกให้คนเดือนตุลาฯจ้า

ความเห็น (9)

Beauty is…

บางทีเธอคงจะคิดไป ทำไมตัวเองไม่สวยพอ
เธอไปมองความสวยงามเป็นแบบไหน
บางทีเธอคงไม่รู้เลย ยามใดที่ฉันได้เห็นเธอ
มันเป็นความสวยงามกว่าที่เธอคิด

* ที่จริงแล้ว ความงาม นั้นเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอ
แต่บางครั้ง ความงามดูเหมือนเป็นเรื่องภายนอก
แต่หลายคราว (ความสวยงาม)
มันกลับเผยออกมาจากข้างในจิตใจของเธอ

** มองเห็นได้ด้วยใจ และรับรู้ได้ด้วยตา
ว่าเธอคือของขวัญล้ำค่ายิ่งใหญ่
มองเห็นได้อยู่เสมอ เพราะเธอสวยงามที่ใจ
และสำหรับฉัน มันคือความอัศจรรย์เหลือเกิน
สำหรับฉัน มันคือความอัศจรรย์ที่พบเธอ

บางคราวเธอคงอาจเผลอไป ความงามตามใครไม่ใช่เธอ
เธอลองมองความเป็นเธอที่ซ่อนไว้
มันทำให้เธอยิ่งสวยงาม มันทำให้ฉันยิ่งรักเธอ
ตรงที่เธอเป็นเธออย่างที่ฉันเห็น

เพลง “ความสวยงามคือเธอ”
เพลงประกอบโฆษณานีเวีย 2552
คำร้องโดยพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์
ทำนองโดยจักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน
ขับร้องโดยบุรินทร์ กรู๊ฟ ไรเดอร์
เป็นแผ่นซีดีที่แถมมากับนิตยสารฉบับหนึ่ง
ฟังแล้วเพลินดี ชอบทุกอย่างของเพลงนี้ esp. ความหมายของเพลง

บนปกซีดีได้มีคำโปรยที่ยาวพอสมควร
ซึ่งเป็นนิยามของความสวยงามสำหรับนีเวีย

Beautiful is…

Beatiful is more than one ideal
and more than one idea.
Sometimes it lies the surface,
sometimes it radiates from within.
It is the only thing,
we can see with our eyes as well as our hearts.
But still, there is no one who could really dene it
As rich and wonderful and diverse as life itself.
That’s what beauty is.

ความสวยงาม มีความหมายมากกว่าที่คิด
และมากกว่าที่มองเห็น
บางครั้ง ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องภายนอก
แต่บ่อยครั้ง มันกลับเผยออกมาจากข้างใน
ความสวยงามเป็นสิ่งเดียวที่รับรู้ได้ด้วยตาและมองเห็นได้ด้วยใจ
คือของขวัญล้ำค่า คือความมหัศจรรย์ของชีวิต

เวลาที่เราเห็นใครที่สวยงามที่ใจ
เราจะรู้สึกดีกับใครคนนั้น มากกว่าเห็นความสวยงามจากภายนอก
ก็คงเหมือนกับเวลาที่เราเห็นใครหล่อมั่กๆ แต่การกระทำไม่เข้าท่า ความหล่อมันก็นับวันหายไป
ขณะที่ใครบางคนไม่หล่อแต่ทำสิ่งดีๆให้เราเห็นสม่ำเสมอ ไม่รู้เป็นไง มองทีไรรู้สึกหล่อขึ้นทู้กทีสิน่า ;)

ความเห็น (7)

วันดี

09-09-09

เชื่อว่าหลายคนคงถือว่าวันนี้เป็นวันที่ดี
วันที่คงมีงานมงคลหลายๆงานเกิดขึ้น
วันที่ผู้คนบางคนให้ความสำคัญมากกว่าแค่หนึ่งวันธรรมดา
คงมีหลากหลายเหตุผลที่คนยกให้วันนี้
090909 หรือ 9 กันยายน 2009 เป็น “วันดี”

สำหรับตัวเราเอง
จะว่าตั้งตารอวันนี้มั้ย ก็รออยู่เหมือนกันนะ
อยากรู้ว่าจะมีอะไรดีดีในวันนี้บ้าง
วันนี้ผ่านมาเป็นเวลา 12 ชั่วโมงกว่าๆแล้ว ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่ดีทีเดียว
วันที่ได้ตื่นเช้ากว่าปกติ
วันที่ราวน์วอร์ดเสร็จแต่เช้า ไม่มีเด็กคนไหนมีอาการหนักให้น่าเป็นห่วง
วันที่ออกตรวจโอพีดีแล้วคนไข้ไม่มาก ตรวจเสร็จก่อนเที่ยงวันซะอีก หลังจากที่ผ่านๆมากว่าจะเสร็จก็เกือบบ่ายทุกที
วันที่ระหว่างนั่งตรวจอยู่ มีเสียง message ดังถี่กว่าทุกวัน และข้อความเหล่านั้นมีแต่คำดีดี อ่านแล้วอมยิ้ม
วันที่เด็กๆที่รอตรวจอยู่ แม้บางคนร้องไห้โยเยไปหน่อย แต่เราก็ยังอารมณ์ดี
วันนี้จะมีพัสดุที่เราตั้งตารอคอยส่งมาให้ มาสร้างความลั้ลลัลลาให้เกิดกับจิตใจของเรา ^.^
และวันนี้เป็นวันที่เราตั้งใจจะส่งสารดีดี ไปให้บางคน

ขอให้วันนี้และวันต่อๆไปเป็น “วันดี” ของทุกคนนะจ๊ะ :D

ความเห็น (6)

เรื่องที่เก่ากว่า