ลาวากับภูเขา-รักสองเราไม่เก่าเลย

29 มกราคมที่ผ่านมา
ได้เป็นเจ้าของหนังสือ(สมุดวาด-เขียน)เล่มหนึ่งซึ่งน่ารักมากๆคือ “เหตุผลของความรัก”

คำนำสนพ.วงกลม กล่าวไว้ว่า…

สมุดวาด-เขียน “เหตุผลของความรัก”
เป็นผลงานของนักวาดภาพประกอบดาวรุ่งพุ่งแรง(ใครบางคนเขาว่าอย่างนั้น)
เป็นการทำงานร่วมกันที่ค่อนข้างใช้เวลา
เริ่มมาจากเสนอไอเดีย ค่อยๆคิด ตบ จัดประเด็นให้เข้าที่
จนกลายมาเป็นเล่มที่คุณถืออยู่ในมือนี้

ลองอ่านเหตุผลของความรักของนางสาวลาวากับนายภูเขา
ไม่แน่เหมือนกันว่าผู้อ่านอาจจะพบว่าเหตุผลความรักของตัวเอง
อาจจะมีเพิ่มขึ้นอีกเกือบร้อยเหตุผล

ส่วนคำโปรยปกหลังของนักเขียนหนุ่มนาม-นิ้วกลม คือ…

ความรักเป็นเรื่องน่ารัก
คนที่อ่านเรื่องเกี่ยวกับความรักก็มักจะเป็นคนน่ารัก
หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับความรัก
และคุณกำลังตัดสินใจว่าจะอ่านมันไหม

แน่นอนอยู่แล้วที่เราและใครอีกหลายๆคน จะต้องได้อ่านมัน
เพราะเป็นหนังสือที่รอกันมานานพอสมควร(ข้ามปีกันเลยทีเดียว)
อารมณ์ของการได้มาซึ่งหนังสือเล่มนี้
คล้ายช่วงที่หนังสือ The soundtracks of my love-เพลงรักประกอบชีวิต เริ่มวางแผงใหม่ๆ
สนุกกับการจับจองเป็นเจ้าของ ได้ติดต่อกับคนที่ไม่คิดว่าจะได้คุยกัน

ความรู้สึกของเราที่มีต่อหนังสือเล่มนี้คือ
เป็นหนังสือ(สมุดวาด-เขียน)ที่น่ารัก สดใส อารมณ์ดี
มีมุกขำๆ บางอารมณ์แอบหวาน-น้ำตาลเรียกพี่ ^.^
อ่านรอบแรก ได้อารมณ์แบบหนึ่ง
อ่านรอบถัดมา เมื่อให้เวลากับตัวหนังสือและภาพวาดมากขึ้น
ยิ่งสนุกและสุขใจไปกับเหตุผลต่างๆที่ชิงชิงเขียน+วาดเอาไว้
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว แวบคิดถึงประโยคนี้ขึ้นมาในใจ
“ลาวากับภูเขา-รักสองเราไม่เก่าเลย”

พี่บิ๊ก-บก. A Book tweet เอาไว้ประมาณว่า
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับการเป็นของขวัญในเทศกาลวาเลนไทน์นอกเหนือจากดอกกุหลาบ+ช็อกโกแลต
ส่วนก้อง ทรงกลด-บก. A Day tweet แซวว่าหนังสือเล่มนี้เป็น “นิยายรักนักเขียน” อืม.. เข้าท่าดีแฮะ ^.^
สิ่งที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้ คงเหมือนคำพูดที่ชิงชิงเซ็นให้ในหนังสือ ว่า..
“เป็นตัวของตัวเอง และปล่อยให้คนที่เรารักเป็นแบบนั้นเช่นกัน”

ดีใจที่ได้เป็นเจ้าของหนังสือน่ารักๆเล่มนี้
รู้สึกดีที่ได้ลายเซ็นงามงาม+ถ้อยคำดีดีจากน้องสาว
สนุกที่ได้พูดคุยกัน
จะคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ
ขอให้หนังสือขายดี มีคนชื่นชอบเหมือนกับเราและเพื่อนอีกหลายๆคนนะ

ความเห็น (2)

ของขวัญ

ความจริงเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญด้วยความรัก
จากพ่อ แม่ ลูก ครอบครัว และเพื่อนๆที่ปราศจากเงื่อนไข
ไม่มีของขวัญใดๆจะล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว
ของขวัญจึงไม่ใช่เพียงวัตถุราคาแพง มีแบรนด์เนมหรูหรา
ของขวัญ คือ “ของ” ที่เราให้แก่กันและกัน เพื่อเป็น “ขวัญ” และกำลังใจ
ในยามที่เราต้องการพลังโอบอุ้ม ความรัก ความปรารถนาดี ความจริงใจ
ความเอื้ออาทรแก่กัน การเอาใจใส่ ความห่วงใย ไมตรีจิต ฯลฯ
ล้วนเป็นของขวัญอันมีค่า เกินกว่าสินค้าที่เราพยายามเหนื่อยตามล่าเพื่อให้ถูกใจเรา
(ที่เรามักอ้างว่าถูกใจผู้รับ)มากที่สุด

บุคคลที่เราควรมอบของขวัญเป็นคนแรกของการเริ่มต้นปีใหม่
ควรจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเราเอง ที่ท่านได้ให้ของขวัญที่มีค่า
พรั่งพร้อมด้วยความรัก ความห่วงใย ความทุกข์ได้
ยามที่เราไม่สบายกายใจมาตลอดชีวิตของท่าน
โดยท่านไม่เคยคิดว่าจะได้รับของขวัญตอบแทนจากลูกหรือไม่
เพียงคิดว่าหากมีก็ดีใจ หากเกินความสามารถของลูก พ่อแม่ก็ไม่เคยคิดทวงถามใดๆ
ถัดมาคือครูบาอาจารย์ผู้ให้ปัญญาอาวุธเพื่อใช้ในการดำรงชีพอย่างมั่นคงและปลอดภัย
ครอบครัวเป็นบุคคลต่อไปที่เราควรให้ของขวัญล้ำค่า
ภรรยา สามี บุตร ธิดา ล้วนเป็นแรงหนุนให้เกิดความสำเร็จที่อยู่เบื้องหลังมาตลอด
กัลยาณมิตร เพื่อนแท้ คือผู้ที่คอยตักเตือนและให้กำลังใจในการเผชิญชีวิตภายนอกอันกว้างใหญ่

จะมีอะไรมีค่ามากไปกว่าความรัก ความจริงใจของมนุษย์ที่ไม่สามารถหาซื้อมาได้ด้วยอำนาจเงิน
ของขวัญล้ำค่ามีอยู่ในกายและใจของทุกคน
จงมอบให้แก่กันด้วยมิตรภาพอย่างจริงใจเถิด
คนที่ดีต่อเราย่อมรู้ดีว่าใครดีต่อตน โดยไม่หวังวัตถุใดๆเป็นพยานหลักฐานหรอก

เรื่องราวเกี่ยวกับ “ของขวัญ” ข้างบน อ่านมาจากนิตยสารเล่มหนึ่ง
ทุกวันนี้มีความสุขดีกับการเป็นผู้ให้และผู้รับของขวัญในทุกเทศกาล
หรือบางทีอาจไม่มีเทศกาลพิเศษใดๆ นอกจาก…เกิดอยากจะให้
บ่อยครั้งที่ของขวัญซึ่งเรามอบให้กับผู้อื่นมักจะเป็นของที่เราชอบ อาจเป็นเพราะหมดมุกนั่นเอง ^.^

ของขวัญหลักๆที่เรามอบให้กับผู้อื่นมักจะหนีไม่พ้น…
- ซีดีรวมเพลงในคอลเลคชั่นต่างๆ
- หนังสือ (ของนักเขียนคนโปรด) บางครั้งก็เป็นหนังสือทำมือในวาระพิเศษ(จริงๆ)
- สมุดบันทึกปกสวยๆ ข้างในนั้นมีตัวอักษรเป็นร้อยเป็นพันเพื่อบอกเล่าความรู้สึกต่างๆ รวมถึงถ้อยคำดีๆ
- การ์ดอวยพร ที่อาจพร่ำบอกอะไรให้คนรับเกิดอาการเลี่ยนเล่นๆ

ของขวัญที่น้อยครั้งจะมอบให้กับผู้อื่น แต่อาจเป็นของขวัญสามัญที่ผู้อื่นมอบให้แก่กัน นั่นคือ “ตุ๊กตา”
ไม่มีเหตุผลสำคัญ นอกจากมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ไม่โปรดตุ๊กตาไปช่วงหนึ่งของชีวิต
แต่ตอนนี้กลับมารู้สึกดีๆกับเจ้าตุ๊กตาแล้วล่ะ esp. ตุ๊กตาหมี Teddy house กับเจ้าหมาน้อย Bobby

ส่วนของขวัญที่ทำให้เราเกิดอาการสนุกกับการมีส่วนร่วม
คือของขวัญจับฉลากปีใหม่กับก๊วน RFFC รวมถึงเอ๋กับชิง ในช่วงสองปีที่ผ่านมา (ปี 2552-2553)
สนุกกับคอนเสปที่นำมาเล่นด้วยกัน ได้ขบคิดหามุกของขวัญที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน รวมถึงลุ้นของที่จะได้รับพร้อมกับคำเฉลยหนุกๆ

ในปีก่อน 2552 คอนเสปที่พวกเรานำมาเล่นกันคือ “กลม”
แต่ละคนช่างมีไอเดียเจิดเหลือเกิน คำเฉลยบางอันก็ฮาดี ;)
สำหรับเรายังไม่หลุดจากคอนเสปส่วนตัว ของที่ส่งให้ผู้โชคดี(พี่แขก) คือ..
- หนังสือ “ฉลาดทำใจ” ของ “สนพ.วงกลม”
- สมุดบันทึก ที่เรารวบรวม “คำกลม” จากหนังสือทุกเล่มของนักเขียนนามว่า “นิ้วกลม”

ส่วนของขวัญที่เราได้รับมาจากน้องปอ คือ..
- ลอตเตอรี่ ที่มีเลขท้ายสองตัวเป็น “รหัสกลม” ของเรา คำเฉลยน้องปอบอกว่าของชิ้นนี้ต้องลุ้นรางวัลผ่านภาชนะ “ทรงกลม” นั่นเอง

ในปีนี้ 2553 ของขวัญครั้งนี้มาในคอนเสป “คู่”
ตั้งแต่ได้รับโจทย์มาไอเดียก็บรรเจิดขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นของขวัญทั้งหมดซึ่งพี่ตุ๊กตาเป็นผู้โชคดีที่ได้รับไป ดังนี้
1. ซีดี “เพลงคู่” 18 เพลง ปกซีดีเป็นรูปชาย-หญิง 2 คนถือกล่องของขวัญที่มีดอกไม้ 2 ดอกอยู่ในนั้น
2. ที่คั่นหนังสือแม่เหล็ก รูปผู้ชาย-ผู้หญิง ในอีกความหมายที่ต้องการสื่อคือ ที่คั่นหนังสือคู่กับหนังสือ
3. ดีวีดีเรื่อง Duet ความหมายของชื่อหนังก็บอกความเป็นคู่อยู่แล้ว พี่ตุ๊กตายังแอบเห็นรูป “ไมค์คู่” บนปก
4. ของขวัญแพ็คคู่…ตุ๊กตาหมี-ผ้าเช็ดหน้ารูปหมี
แอบแถมคำเฉลยไว้บนกระดาษที่มีรูป “คนคู่” เพื่อไม่ให้หลุดคอนเสป :D

ส่วนของขวัญที่ได้รับมาจากน้องฝน คือ..
1. ตำรายิปซีภาคพิสดาร 2000 พร้อมไพ่ยิปซี 1ชุด
2. หนังสือ…sms ปลอดสารพิษ จีบไม่ติดให้มันรู้ไป vol.2 “สถานีต่อไป คือหัวใจเธอ”
น้องฝนเฉลยว่า ใช้หนังสือทั้งสองเล่มนี้ เผื่อจะหา “คู่” ได้ในเร็ววัน สาธุจ้า ^.^

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องราวของ “ของขวัญ”
เป็นความสุขอย่างหนึ่งในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา
กับเทศกาลมอบของขวัญ ทั้งของขวัญที่ร่วมสนุกไปกับเพื่อนๆน้องๆ
และของขวัญที่มอบให้กับญาติผู้ใหญ่ รวมถึงคนในครอบครัวของเราเอง
ของขวัญที่เป็นรูปธรรมอาจไม่สำคัญเท่ากับของขวัญที่เป็นนามธรรม ซึ่งมาในรูปแบบของ “ความรัก”
ความรักที่มอบให้กับผู้คน สิ่งมีชีวิตอื่น รวมถึงโลกกว้างๆใบนี้
ให้ของขวัญใครต่อใครมากมาย อย่าลืมให้ของขวัญกับคนที่สำคัญที่สุดด้วยนะ นั่นคือ “ตัวของเราเอง”
สำหรับเรา ของขวัญชิ้นนั้นก็คือ “ความรู้สึกที่จะเป็นสุขให้ได้ในทุกทุกวัน”

ความเห็น (2)

Happy 3rd Anniversary to Flaneur @ บ้านพักฝากอากาศ

http://roundfinger.wordpress.com/2007/01/18/

^
^
^

วันนี้เมื่อสามปีที่แล้ว
ตัวหนังสือในเอ็นทรี่ “สงสัยว่าเป็นฟลาเนอร์” ของนักเขียนคนโปรดได้ถือกำเนิดขึ้น
นอกจากตัวหนังสือจะถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ความสัมพันธ์ของคนกลุ่มหนึ่งก็เกิดขึ้นตามไปด้วย
กลุ่มคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของ “คนธรรมดา” อย่างเรา
กลุ่มคนที่มีหลากรุ่นหลายวัยและหลายอาชีพ
เป็นความแตกต่างที่ลงตัวชะมัด ;)

สามปีหรือหนึ่งพันกว่าวันที่ผ่านมา
ขอบอกว่า “ฉันดีใจที่มีเธอ เธอ และก็เธอ..”
ขอบคุณที่ทำให้เรามีคนที่คอยคิดถึง
ขอบคุณที่ทำให้ร่างกายได้หลั่งสาร Endorphine เพิ่มขึ้น-ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ฯลฯ
สุดท้ายขอบคุณ A+ ที่ทำให้เรามาเจอกันนะ

With love
พี่จุ๋ม/จุ๋ม

ความเห็น (1)

ปีใหม่กับเรื่องเก่าๆ

ปลายปีกับต้นปีนั้น มีความแตกต่างกันพอสมควรในความนึกคิดของผู้คน
เราชอบเดือนธันวาคมมากกว่ามกราคม เพราะเดือนสุดท้ายของปีมีเทศกาลปีใหม่รออยู่
และคนส่วนใหญ่มีความสุขกับการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
เรารับรู้กันมายาวนานแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้…เรื่องความสุขที่เชื่อมโยงกับปีใหม่
หลังจากรับรู้ก็เชื่อ และความเชื่อฝังแน่นในจิตใจ
แต่ถ้าสืบค้นคร่าวๆว่าเรามีความสุขเพราะอะไรกันแน่
มันไม่ใช่เพราะการเปลี่ยนศักราชหรอก

เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มาพร้อมกับการพบปะญาติ/มิตร
การส่งความปรารถนาดี การให้ของขวัญ การเดินทางท่องเที่ยว ฯลฯ
ผู้คนเตรียมตัว/เตรียมความรู้สึกนานหลายสัปดาห์หรือนานเป็นเดือน-ก่อนถึงปีใหม่
ความสุขเบื้องต้นเกิดจากการวางแผนนี่แหละ
และเมื่อแผนที่วางไว้ดำเนินไปถึงจุดสูงสุด ก็หมายความว่าผู้คนทำให้วัตถุประสงค์ของตนลุล่วงแล้ว
จากนั้นชีวิตจะกลับมาสู่ความปกติอีกครั้ง
และความปกติหลังปีใหม่เริ่มนับ 1 ตอนต้นปีเสมอ
ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่ของตนไป

บรรยากาศทั่วไปก่อนจะถึงปีใหม่และหลังปีใหม่ไปแล้ว-ไม่เหมือนกัน
ก่อนปีใหม่คล้ายๆพลุที่กำลังพุ่งขึ้นไปสว่างบนฟ้า
ส่วนหลังปีใหม่คือพลุที่หมดแสงสว่างและร่วงลงสู่พื้นดิน
ใครก็ตามที่ยึดมั่นในปีใหม่มักพบความรู้สึกทำนองนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
หากช่วงปลายปีเก่าเป็นความฝัน ต้นปีใหม่ก็คือความจริง..และเราไม่ค่อยชอบความจริงสักเท่าไหร่

หากจัดว่าธันวาคมเป็นเดือนที่ใครๆพากันหลุดออกจากความเป็นจริง
เพื่อเข้าสู่จินตนาการ/ความฝัน/ความหวัง
มกราคมก็เป็นเดือนที่คนส่วนใหญ่เริ่มต้นทำในสิ่งที่เคยทำ/กลับสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง
บรรยากาศของเดือนนี้คล้ายๆงานเลี้ยงที่เลิกราแล้ว
เรากระตือรือร้นน้อยกว่าก่อนปีใหม่ มีความสดชื่นในชีวิตต่ำกว่าต้น-กลาง-ปลายธันวาคม

จากนั้นผู้คนก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เดือนแล้วเดือนเล่า
บางเดือนดูเหมือนช้าในการกำจัดแต่ละวันให้หมดเดือน
บางเดือนก็เร็วราวกับมีปีกบินข้ามหัวเราไป
แต่วันคืนคือการหมุนวน-ดังนั้นธันวาคมจึงกลับมาอีกครั้ง..
และเราจะรู้สึกนึกคิดในเรื่องเดิมๆ หรือใกล้เคียงกับสิ่งเดิมกันใหม่

เรื่องราวข้างบน อ่านมาจากคอลัมน์ จ.ม.ล. โดย ญามิลา (คุณวิรัตน์ โตอารีย์มิตร)
จากหนังสือขวัญเรือน ฉ.914 ปักษ์หลังธันวาคม 2552
ส่วนตัวแล้ว ก่อนหน้านี้ก็เคยดี๊ด๊ากับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความรู้สึกนั้นค่อยๆหายไป
อาจเพราะต้องอยู่เวรวันที่ 31 ธันวาคม และ 1 มกราคม ติดต่อกันมาหลายปี
ความรู้สึกก็เหมือนวันทำงานทั่วไป อาจมีเหงาบ้างเล็กน้อยที่ต้อง count down อยู่ในห้องคนเดียว

สิ่งที่มาพร้อมกับปีใหม่ก็คือ ความรู้สึกว่าวันเวลาของเราหมดลงไปอีกหนึ่งปีแล้ว
และได้มีโอกาสทบทวนชีวิตในหนึ่งปีที่ผ่านมา
ปี 2552 โดยรวมแล้วเป็นอีกปีที่เราพอใจและถือว่า “ผ่าน”
ทั้งในแง่หน้าที่การงาน-รายได้-กิจกรรมที่ก่อให้เกิดความสุข-ความสัมพันธ์กับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตฯลฯ
แต่สิ่งที่ยังคงติด ร. เอาไว้ สำหรับปี 2552 คือ การดูแลสุขภาพ และการออกเดินทางไปมองดูโลกกว้าง
ซึ่งจริงๆแล้ว ก็เป็นเป้าหมายที่วางเอาไว้เมื่อปลายปีก่อน แต่ยังไม่สามารถทำให้บรรลุผลสำเร็จได้
ปีนี้ก็คงต้องพยายามกันต่อไป

คำอวยพรที่มอบให้คนอื่นเสมอในช่วงปีใหม่ปีนี้คือ
“ขอให้เป็นอีกปีที่พอใจ มีชีวิตที่ดีงาม มีความสุขแบบพอดี&พอเพียง”
และคำอวยพรนี้ก็ตั้งใจมอบให้กับตัวเราเองด้วยเช่นกัน :D

ความเห็น (5)

สุขสัปดาห์ที่มีสีสัน-บันทึกที่เดินทางช้า

20 ธันวาคม 2552 นัดกับก๊วนไปงานสีสรรกรุงเทพ @ สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์
ถึงที่งานบ่ายสองกว่าๆ เจอะเอ๋กับชิงกำลังง่วนขนของ(สมุดวาดมือ+อุปกรณ์)มาที่บูธริมน้ำ
มีโอกาสช่วยน้องทั้งคู่ขนของ+ตกแต่งบูธ+เป็นแคชเชียร์(สลับกับน้องกอล์ฟ)+เช็คยอดสินค้า(สลับกับน้องมิลค์) สนุกสนานดี ^.^
ได้เดินชมบรรยากาศในงานช่วงสั้นๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่บูธของเอ๋กับชิงชิง
เวลาเจ็ดชั่วโมงในวันนั้นช่างมีสีสันสมกับชื่องานจริงๆ

- ได้เห็นความสนุกสนาน รอยยิ้มของผู้คนที่แวะมาอุดหนุนสมุดวาดมือ+สมุดวาดภาพ portrait ฝีมือเอ๋กับชิง
- ได้เห็นความตั้งอกตั้งใจในการวาดภาพ+ระบายสีน้ำบนปกสมุดของเอ๋
พร้อมตัวหนังสือหลายๆตัวที่เซ็นให้แต่ละคน ประหนึ่งการแจกลายเซ็นงานสัปดาห์หนังสือย่อยๆเลยทีเดียว
- ได้เห็นความร่าเริงสดใสของชิงชิง ซึ่งดูจะมีความสุขและหนุกหนานมากมายกับกิจกรรมนี้
โดยเฉพาะเวลาอัพเดทยอดจำหน่ายแต่ละครั้ง จะได้ยินเสียงร้อง “ เย่ เย่ ” กับท่าลั้ลลาของน้องสาว น่ารักเหมือนเด็กๆเลยล่ะ
- ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนพ้องน้องพี่ ทั้งเพื่อนของชิงที่ช่วยขาย+ปรินท์โปสการ์ด
รวมถึงเหล่าฟลาเนอร์ที่รวมตัวย่อยๆกันอีกครั้ง งานนี้อยู่ยาวกระทั่งช่วยน้องๆปิดบูธและขนข้าวของไปเก็บที่รถของเอ๋ ก่อนแยกย้ายสลายโต๋หลังหม่ำข้าวมื้อดึก แม้บางคนป่วยอยู่ก็ลืมป่วยไปชั่วคราว ขณะที่บางคนมีภารกิจบางอย่างรออยู่

คนไปช่วยงานยังสนุกและมีความสุข เจ้าของบูธจะสนุกและสุขขนาดไหน คงจะได้เห็นจากทาง blog และ twitter ของน้องๆไปแล้ว

งานนี้ได้ภาพวาด portrait บนปกสมุดวาดมือจากฝีมือของคนทั้งคู่ รวมถึงถ้อยคำดีๆที่เขียนให้กันจากเอ๋ ชิงชิงและเพื่อนร่วมก๊วน

นอกจากสมุดวาดมือ ได้อุดหนุนโปสการ์ดที่ออกแบบโดยน้องทั้งสองมาอีก 19 ใบ
ขณะนี้โปสการ์ดเหล่านั้นได้ออกเดินทางไปหาเจ้าของ(รวมถึงเราเอง)ยังจุดหมายปลายทาง
บางคนคงได้รับแล้ว และหวังว่าจะมีความสุขเช่นเดียวกับผู้ส่ง

มีหลายถ้อยคำบนโปสการ์ดที่เราชอบ อาทิเช่น

“Forward mail คนได้อ่านเป็นพัน แต่โปสการ์ดใบนี้ฉันส่งให้เธออ่านคนเดียว”
“ไม่ส่งภาพวิวสวยๆมาให้ เพราะรู้ว่าเธอใส่ใจกับข้อความข้างหลังมากกว่า”
“ถ้าโปสการ์ดใบนี้เลอะเทอะ ให้รู้ไว้เถอะว่านั่นคือร่องรอยแห่งการเดินทาง”

หวังว่าจะมีงานหนุกๆมาให้ร่วมกิจกรรมกันอีกเน้อ

ปล…
1.บันทึกที่เดินทางช้า เนื่องจากยังมีอาการ sinusitis กวนใจเล็กน้อย ประกอบกับต้องไปประชุมที่สวนนงนุชวันที่ 24-25 จึงทำให้เว้นระยะไปนานจนเข้าสู่ศุกร์สุดท้ายของปี
2.มิตรภาพมันสวยงามขึ้นจริงๆ ^.^
3.ยินดีที่ได้อยู่เคียงข้างและช่วยเหลือนะน้องสาว
4.ซึ้งใจก๊วนนี้จริงจริ๊ง

 

(ภาพวาดฝีมือเอ๋เอ๋-ชิงชิง)

ความเห็น (3)

คิดถึงพ่อ

วันนี้ 5 ธันวาคม 2552 “วันพ่อแห่งชาติ”
วันที่นึกถึงพ่อมากกว่าทุกๆวัน
ทั้งพ่อเราและพ่อหลวง
พ่อทั้งคู่เป็นบุคคลที่จะอยู่ในใจของเราตลอดไป
พ่อเรา-แม้ว่าถึงวันนี้พ่อจะจากพวกเราไปกว่าห้าปี ลูกยังคงคิดถึงช่วงเวลาดีๆของครอบครัวเราเสมอ พ่อผู้เป็นยิ่งกว่าผู้ให้ชีวิต
พ่อหลวง-ขอให้ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง เป็นศูนย์รวมใจของพวกเราชาวไทยตราบนานเท่านาน

กิจกรรมวันนี้ของเรา
มีนัดกับพี่ตุ๊กตา เอี้ยงและน้องต้อม เพื่อชมภาพยนตร์ JulieJulia
ก่อนถึงเวลาชมภาพยนตร์ก็รวมพลหม่ำข้าว+พูดคุยกันหลายเรื่อง
หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของ “พ่อ”
เรื่องที่ทำให้เราเศร้าและสุขได้ให้คราวเดียวกัน
เมื่อถึงเวลาชมภาพยนตร์ ในช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมี ยังทำให้เราซาบซึ้งใจจนน้ำปริ่มๆตาเหมือนเคย
ส่วน JulieJulia ไม่ทำให้เราผิดหวัง หนังสนุก นักแสดงมีความสามารถ อิ่มอกอิ่มใจที่ได้ดู
และแอบคิดเล็กๆว่าคงจะดี ถ้ามีผู้ชายดีๆ+น่ารักเหมือนพอลและอีริคอยู่อีกเยอะๆ

อิ่มใจจากหนัง ก็ถึงเวลาอิ่มใจกับกิจกรรมที่คนไทยจำนวนมากได้ร่วมกันทำในวันนี้
19.09 น. ที่ลานพาร์ค พารากอน
พวกเราและคนอื่นๆ ได้จุดเทียนชัยถวายพระพร และร่วมกันร้องเพลง “สดุดีมหาราชา”
ฟังเพลงนี้ ในบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้เพลงๆนี้ไพเราะมากมาย
จากนั้นก็แยกย้ายสลายโต๋กับก๊วน ต้อมและพี่ตุ๊กตากลับก่อน
ส่วนเราและเอี้ยงได้แวะไปทำบุญโลงศพที่วัดหัวลำโพงด้วยกัน
ทุกครั้งที่เราไม่สบายใจ เมื่อได้มาทำบุญที่นี่ เราจะรู้สึกดีขึ้นเสมอ
ครั้งนี้มีเรื่องรันทดใจนิดหน่อยจากเด็กน้อยที่เราให้การดูแลอยู่
หวังว่าบุญกุศลในครั้งนี้จะส่งไปถึงหนูน้อย(คนที่แม้แต่ผู้ให้กำเนิดก็ไม่ต้องการ)

จบไปอีกหนึ่งวันแล้ว
พรุ่งนี้เตรียมไปโต๋เต๋ดูไฟเฉลิมฯกับน้องชาย
คงเป็นอีกหนึ่งวันที่รู้สึกดีๆ
^.^

ความเห็น (3)

มีตอนจบ…รออยู่เสมอ

ความสุขและความทุกข์เกิดขึ้น ตามปกติในชีวิตผู้คน
เราต้องการเฉพาะความสุขและไม่อยากให้ความทุกข์เข้ามารบกวน
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากธรรมชาติของชีวิตเป็นเช่นนี้
ต่อเมื่อตระหนักรู้ว่าชีวิตคืออะไรนั่นแหละ สุขทุกข์จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตน้อยลง
หรือถ้าลึกซึ้งกับธรรมชาติของชีวิตได้ ก็จะไม่ไหลไปตามกระแสความสุขหรือความทุกข์

ธรรมชาติของสรรพสิ่งมีคุณสมบัติอันหลากหลาย
หนึ่งในนั้นคือ เมื่อสิ่งใดเริ่มต้นก็จะมีตอนจบรออยู่
การเริ่มต้นและการจบเกิดขึ้นเป็นประจำและนับครั้งไม่ถ้วนในแต่ละชีวิต
ความรักจบได้เช่นเดียวกับความเกลียด
ความสุขและความทุกข์จะสิ้นสุดเสมอ
ใจเราวางมาตรฐานไว้เรียบร้อยแล้วว่าสิ่งใดไม่อยากให้เริ่มและสิ่งใดไม่อยากให้จบ
ผู้คนต้องรับมือกับเรื่องไม่เสถียรทำนองนี้ตลอดอายุขัย
และการสิ้นสุดมักตามมาด้วยความหม่นเศร้า
มันเศร้าเพราะเราไปยึดติดว่าเป็นของเรา…

ตอนจบรออยู่ในทุกเรื่องและทุกสิ่ง
บ่อยครั้งที่ตอนจบของเรื่องใดก็ตามเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้จบ
ชีวิตผู้คนตั้งอยู่บนความพลัดพราก
จริงอยู่ว่าการพบก็มี ทว่าถึงที่สุดแล้ว การพลัดพรากจริงกว่า
แต่จะไม่เกิดการพลัดพรากเลยหากไม่มีการเริ่มต้น
สิ่งใดที่เริ่มต้น-จะมีตอนจบรออยู่
เราไม่ค่อยชอบการพลัดพราก หากก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะชีวิตผู้คนตั้งอยู่บนการพลัดพราก

การสิ้นสุดหรือตอนจบของสิ่งต่างๆเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ
หากจะรวมให้เป็นสาเหตุเดียว
การสิ้นสุดหรือตอนจบของทุกสิ่งเกิดขึ้นเนื่องจากถึงวาระที่ต้องจบ
ไม่ว่าใครก็มีวาระนี้ติดอยู่กับชีวิต และวันหนึ่งชีวิตของแต่ละคนก็จะเดินไปถึงปลายทาง
ชีวิตผู้คนเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่นานทางชีวิตก็จะปิดลง
เราไม่อยากให้การปิดลงมาถึง
แต่ไม่มีใครต่อต้านธรรมชาติของชีวิตได้สำเร็จ
การยอมรับและคล้อยตามย่อมมีประโยชน์มากกว่าต่อต้าน

มนุษย์อาจฝืนโชคชะตาได้บ้าง
แต่เราฝืนธรรมชาติของชีวิตไม่ได้
สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิด เรื่องไม่อยากให้จบก็จบ
และบ่อยครั้ง สิ่งที่อยากให้เกิดกลับไม่เกิด
สิ่งที่อยากให้จบยังไม่ยอมจบ…จนกว่าจะถึงเวลาอันพอดีของวาระต่างๆ

โลกหมุน แต่เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุน
กลางวันเปลี่ยนเป็นกลางคืน และกลางคืนเปลี่ยนเป็นกลางวันอย่างแนบเนียน
ชีวิตมีทั้งช่วงเวลาที่มืดมิดและสว่างไสว
ชีวิตหมุนเคลื่อนอยู่ตลอด
เราไม่รู้สึกว่าโลกหมุนได้ แต่เราควรตระหนักรู้ว่าโลกหมุน
ซึ่งเป็นการหมุนเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นและการสิ้นสุดของสรรพสิ่ง

เรื่องราวข้างบนมาจากนิตยสารขวัญเรือน ฉบับ 912 ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2552
คอลัมน์ “จ.ม.ล.” เขียนโดย…ญามิลา หรือ คุณวิรัตน์ โตอารีย์มิตร
ในหัวข้อ “มีตอนจบ…รออยู่เสมอ”
กลับมาอ่านซ้ำหลังจากดู DVD ภาพยนตร์เรื่อง Departures รู้สึกเข้าใจยิ่งขึ้น
ชีวิตเราได้เห็นภาพ “คนที่จากไป” อยู่บ่อยๆ ซึ่งรวมถึงบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเราเอง
ส่วนภาพของ “คนที่ยังอยู่” ก็ได้เห็นในหลายๆสถานการณ์ สิ่งที่เหมือนกันคือภาพความเศร้าที่เกิดขึ้น
หากผ่านการเตรียมใจมาบ้าง ภาพความเศร้านั้นไม่ค่อยกระทบใจเราเท่าไหร่
แต่ถ้าการจากไปนั้นเกิดอย่างกะทันหัน ไม่ได้เตรียมใจกันมาก่อน มันหดหู่ในความรู้สึกของเราชะมัด
แม้จะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้อยู่บ่อยๆ ก็ยังไม่รู้สึกชิน

ในส่วนเรื่องราวของความสุข-ความทุกข์
มันก็วนเวียนสลับไปมาในชีวิตเรา บางวันสุขม้ากมาก อีกวันก็ทุกข์ซะเหลือเกิน
ตอนนี้พยายามจูนอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองให้อยู่ระดับกลางๆ
อาจมีบ้างบางวันที่ความรู้สึกไม่ค่อยเสถียร
ถ้าทำอะไรไม่ได้ ก็คงต้องวางมันลง แล้วบอกกับตัวเองว่า
“แล้วสุดท้ายมันจะผ่านพ้นไป”
และในที่สุดมันก็ผ่านไปจริงๆ แต่จะใช้เวลานานเท่าใด คงขึ้นอยู่กับตัวเราเอง…

ความเห็น (7)

เราต่างเป็นลมหายใจของกัน

‘หนังสือ’ จะมีชีวิตขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยเราสองคน
คนหนึ่งเขียน อีกคนหนึ่งอ่าน

หนังสือที่ไม่มีผู้อ่านย่อมมิอาจมีชีวิต ทั้งตัวละครและตัวอักษรจะกระโดดโลดเต้นได้ก็ต่อเมื่อผู้อ่านอนุญาตให้มันมีชีวิต-ด้วยการอ่านนั่นเอง
มิเพียงอนุญาตให้ตัวหนังสือมีชีวิต แต่ผู้อ่านอย่างคุณนี่เองที่อนุญาตให้ผู้เขียนมีชีวิตด้วยเช่นกัน หากไม่มีผู้อ่าน โลกของผู้เขียนคงจะเหว่ว้าไม่ใช่เล่น ดังเช่นการหันหน้าเข้าหากำแพงแล้วพ่นคำพูดอยู่คนเดียวโดยไร้คนเหลียวมาสนใจ
คุณลุง ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ เคยกล่าวว่า “ผู้อ่านคือลมหายใจของนักเขียน”
แม้พญาอินทรีได้โบยบินจากโลกใบนี้ไปแล้ว ทว่า ตราบที่ยังมีผู้อ่านอ่านงานของท่าน ผมคิดว่า ‘รงค์ วงศ์สวรรค์ ในฐานะนักเขียนย่อมมิสิ้นลมหายใจ ด้วยผู้อ่านนี่เองที่เป็นผู้ต่อลมหายใจให้ตราบนานเท่านาน
แม้ผู้เขียนลาจากไป แต่ลมหายใจและความคิดในห้วงเวลานั้นได้ถูกบรรจุเก็บไว้ใส่หนังสือ รอมือของผู้อ่านสักคนมาเปิดหน้ากระดาษแผ่นแรก เพื่อ ‘ต่อลมหายใจ’ แล้วความคิดในชีวิตช่วงนั้นของผู้เขียนคนนั้นก็จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

เห็นไหมครับว่า คุณผู้อ่านอย่างคุณมีความสำคัญสำหรับผู้เขียนถึงเพียงไหน
ผู้อ่านสามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องมีนักเขียน
ทว่า นักเขียนมิอาจดำรงสถานะนักเขียนเอาไว้โดยไร้ผู้อ่าน
 

ผมเองยังไม่เคยเรียกตัวเองว่า ‘นักเขียน’
เพราะคิดว่ายังไม่มีความชำนาญด้านการเขียนเพียงพอกับคำว่า ‘นัก’ ถึงกระนั้นผมก็มีความสุขที่ได้เขียนหนังสือให้คนอื่นอ่าน
‘คนอื่น’ ที่นอกเหนือไปจากตัวเอง และพ่อแม่ของผม

ผมเริ่มต้นเขียนหนังสือด้วยความรู้สึกว่าอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ใครสักคนฟัง โดยที่ผมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ‘ใคร’ คนนั้นเป็นใคร
ระหว่างที่คนเขียนหนังสือทั้งหลายนั่งอยู่หลังแป้นคีย์บอร์ด ประจันหน้ากับจอคอมพิวเตอร์ เขามิอาจรู้เลยว่าผู้ที่จะมานั่งอ่านตัวหนังสือที่เขาเขียนเหล่านั้นจะเป็นใคร และบางครั้งก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า จะมีคนอ่านตัวหนังสือที่ฉันกำลังเขียนอยู่ไหม

แน่นอนครับ เวลาที่ได้รู้ว่ามีคนอ่านตัวหนังสือของเรา คนเขียนหนังสือย่อมดีใจเป็นธรรมดา เพราะมันเป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้พูดอยู่คนเดียว ไม่ได้เปล่าเปลี่ยวอยู่ในโลกแห่งตัวอักษร
ครั้งแรกที่ผมได้รับจดหมายจากผู้อ่าน หัวใจผมเต้นราวกับจะกระเด็นออกมา
จดหมายฉบับนั้นส่งสัญญาณว่า ในโลกแห่งตัวอักษรอันกว้างใหญ่ เราได้มาพบกัน
เรา–ผู้เขียนกับผู้อ่าน

แรกเริ่มเดิมที เมื่อนั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังเขียนหนังสือ แต่พอมาช่วงหลัง ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนหนังสือ ผมรู้สึกว่าผมกำลังนั่งคุยกับผู้อ่านที่หายใจอยู่อีกด้านหนึ่งของหน้ากระดาษ
ร่างกายของเราอยู่ไกลกัน ทว่า สายตาของเราจับจ้องตัวหนังสือตัวเดียวกัน
หากจะกล่าวให้โรแมนติกสักนิดคงพูดได้ว่า เราสบตากันผ่านตัวหนังสือ
ตัวหนังสือที่อยู่ในดวงตาของผมตอนเขียน เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ในดวงตาของคุณตอนอ่าน
เช่นกันกับ ‘ตัวนี้’

ระยะห่างระหว่างผู้เขียนจะว่าไกลก็ไกล แต่จะว่าใกล้ก็ใกล้กันเหลือเชื่อ!
เราคงไม่มีโอกาสเดินสวนกันบนโลกกลมโตใบนี้ง่ายๆ
ทว่า เราพบกันได้เพราะหนังสือ

เมื่อได้พูดคุยผ่านตัวหนังสือกันบ่อยเข้า เราก็คลับคล้ายคลับคลาว่าจะกลายเป็นคนรู้จักกัน และนั่นคงเป็นความรู้สึกของคุณผู้อ่านบางคนหลังจากที่ได้อ่านหนังสือของผมไปสักสามเล่ม
ก็มันเล่นเขียนแต่เรื่องของตัวเอง!
พี่น้องผู้อ่านที่อ่านงานของผมหลายเล่มจึงรู้ตื้นลึกหนาบางของผมไม่น้อยไปกว่าเพื่อนสนิท
และบางครั้ง ความรู้สึก ‘สนิทกัน’ ก็เกิดขึ้นจริงๆ

ทุกครั้งที่ไปเซ็นหนังสือ ผมจะรู้สึกเหมือนได้ไปเติมพลัง เมื่อได้ฟังถ้อยคำดีๆ เมื่อมีคนบอกว่าตัวหนังสือเรากระทบความรู้สึกของเขาอย่างไร เมื่อมีคนถามไถ่ถึงหนังสือเล่มใหม่ และเมื่อได้เห็นผู้อ่านหน้าเก่าๆ ที่ยังเดินเข้ามาทักทายกัน
“ขอบคุณที่ยังอ่านกันอยู่”
“ดีใจที่ได้เจอกันอีก”
ผมรู้สึกเหมือนที่พูดออกไป

หลายคนที่เจอกันทุกปี หลายคนที่จำชื่อได้ หลายคนที่จำหน้าได้แม่นแต่ดันลืมชื่อ!
ดูคล้ายเราจะนัดกันปีละสองหน เจอกันในงานหนังสือแห่งชาติ ถามไถ่ความเป็นไปว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ไหนแล้ว และคำถามเชยๆอย่าง “สบายดีไหม” เพื่อให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้วตอบกลับมาว่า “สบายดี”
ผมทราบดีครับว่า ในช่วงระหว่างที่เราไม่ได้เจอกันนั้นคงมีช่วงที่เราทั้งคู่ ‘ไม่สบาย’ อยู่เหมือนกัน และระยะห่างระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียนก็คงไม่ใกล้พอที่จะรับรู้ทุกสิ่งราวกับญาติสนิทมิตรสหาย
แต่ในช่องว่างของระยะห่างนั้นก็มี “มิตรภาพ” ก่อเกิดขึ้น

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้มาถึงคุณ เพื่อที่จะกล่าวคำขอบคุณสำหรับมิตรภาพที่มอบให้กัน
ผู้อ่านบางคนบอกให้ผมได้ดีใจว่า ในบางเวลาตัวหนังสือของผมช่วยทำให้เขามีพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป ผมอยากจะบอกกับคุณผู้อ่านเช่นกันว่า ตัวหนังสือของคุณ ถ้อยคำดีๆ รอยยิ้มและมิตรภาพที่มอบให้นั้น ก็เป็นพลังที่ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือต่อไป และอยากทำให้มันดียิ่งขึ้นเช่นกัน
ความมหัศจรรย์ของพลังใจอยู่ที่ตรงนี้นี่เอง มันมักจะกระเด้งไปมาเสมอ

มีประโยคหนึ่งของคุณ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ซึ่งผมชื่นชอบ
“ผู้อ่านอนุญาตให้เป็นนักเขียน”
อย่างที่บอกไปแหละครับว่า ผมยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่านักเขียน และยังไม่แน่ใจว่าผู้อ่านอนุญาตหรือยัง แต่ผมรู้สึกดีใจที่ผู้อ่านหลายคนอนุญาตให้ผมเป็นเพื่อน

เป็นเพื่อนในโลกแห่งตัวอักษร
เป็นเพื่อนที่คุยกันผ่านหน้ากระดาษ
ผมคิดว่าคำกล่าวของพญาอินทรีเป็นความจริง
“ผู้อ่านเป็นลมหายใจของนักเขียน”
เมื่อรู้ว่ามีเพื่อนอ่านอยู่ ผมจึงเขียน
และยังมีลมหายใจอยู่ในโลกของการเขียน
ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกันในโลกใบนี้
ยินดีที่ได้รู้จักครับ

เรื่องราวข้างบนเป็นจดหมายจากนักเขียนหนุ่มนามว่า–นิ้วกลม
ที่เขียนอยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับ 1526 หน้า 51
ในหัวข้อ “ถึง…คุณผู้อ่านที่รัก’

ความเห็น (3)

สุดที่รัก-รักที่สุด

‘สุดที่รัก’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘พ่อแม่’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘พี่น้อง’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘เพื่อนสนิท’ มาถามฉันว่า… “รักแค่ไหน”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
สัตวเลี้ยงฉันออกลูก ฉันก็พูดกับมันว่า… “รักที่สุด”
ต้นไม้ฉันออกดอก ฉันก็บอกมันว่า… “รักที่สุด”
‘สุดที่รัก’ กลับมาถามในวันหนึ่ง… “ตกลงเธอรักฉันที่สุดหรือเปล่า?”
ฉันตอบ… “รักที่สุด”
‘สุดที่รัก’ ถาม… “แล้วพ่อแม่ พี่น้อง กับคนอื่นๆล่ะ ไม่ได้รักที่สุดเหรอ?”
ฉันตอบ… “รักที่สุดเหมือนกัน”
สุดที่รักโมโห… “ฉันเป็นสุดที่รักของเธอ เธอต้องรักฉันที่สุดคนเดียว”
ฉันคิด.. นิดหนึ่ง… “แต่ฉัน…รักที่สุดทุกคน”
สุดที่รักงอน… “คนหลายใจ…ไปตายซะ”
ฉันผิดตรงไหน ที่ฉันรักคนสำคัญในชีวิตฉันทุกคน?
ฉันสับสน…
ฉันจึงไปกระโดดน้ำตาย…ตามคำสุดท้ายของสุดที่รัก
ฉันขึ้นไปบนสะพานที่สูงที่สุด กระโดดลงไปในแม่น้ำตรงจุดที่ลึกที่สุด
ฉันไม่ตาย…เพราะฉันว่ายน้ำเป็น…และฉันก็รักตัวเองที่สุด…
ฉันว่ายน้ำไปข้างหน้าเรื่อยๆ จากแม่น้ำออกทะเล
จากทะเลออกมหาสมุทร ว่ายจนกว่าจะสุดทาง
ผ่านเกาะ ผ่านประเทศต่างๆ…มากมาย
แล้วฉันก็วนกลับมาที่เดิม สะพานเดิมที่ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ฉันค้นพบแล้วว่า…
โลกกลม มีเกาะ มีประเทศ ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆบนโลก ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกเกาะ ทุกประเทศ มีความสำคัญ มีหนึ่งเดียว และอยู่ทุกมุมสุดของโลก
เหมือนความรักของฉัน…เป็นทรงกลม
มีคนสำคัญ…ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆของความรัก
แต่ละคนมีหนึ่งเดียว ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกคนคือ ‘สุดที่รัก’ และฉันก็ ‘รักที่สุด’

เรื่องราวข้างบน มาจากหนังสือ “นิทานบัวไร” เขียนโดยคุณบัวไร
อ่านแล้วชอบ
ถ้ามีคนมาถามเราว่า…ในช่วงชีวิตหนึ่ง จะมีคนที่เรารักที่สุดกี่คน?
ตอนนี้มีคำตอบสำหรับคำถามนั้นอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วล่ะ ^.^

ความเห็น (5)

เป็นไทจึงเป็นสุข

25 ตุลาคม เมื่อสองปีก่อน
โชคชะตานำพาให้เราพบเจอกับ “ประสบการณ์” บางอย่าง
ประสบการณ์ที่ไกลตัว
ประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้ว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่สี ขาว-ดำ เท่านั้น
ประสบการณ์ที่ทำให้รู้ว่า แค่ได้คุยกับบางคนสามารถเรียกพลังบางอย่างในตัวเองออกมาได้
ถึงวันนี้ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นได้เจือจางลงตามกาลเวลา
วันนี้สีเทาๆที่เรารู้สึก เปลี่ยนกลับมาเป็นสีขาวอีกครั้ง

27-28-29 ตุลาคม
สามวันของการกลายร่างจากคนรักษาเป็นคนสอนหนังสือ+คุม work shop
ให้กับ จนท. ที่เราทำงานด้วย
ก็รีดพลังงานกันตั้งแต่เตรียมสอนและระหว่างสอน
ถึงวันนี้ภารกิจนี้ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
หวังใจว่า สิ่งที่เราถ่ายทอดไปจะเป็นประโยชน์กับ จนท.รวมถึงผู้ป่วยที่เปรียบเสมือนอาจารย์ของเราเช่นกัน

วันนี้จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่เรารู้สึก “เป็นไท”
เป็นไทจาก “ความทรงจำสีเทาเทา” และเป็นไทจากภาวะ “คุณครูจำเป็น”
จากนี้ก็จะตะลุยอ่านหนังสือที่ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือเสียที
เอาความบันเทิง+ความสุขจากตัวหนังสือเหล่านั้นเข้ามาไว้ในหัวใจ

แค่เป็นไท เราก็เป็นสุขละ
ว่ามั้ย


:D

ความเห็น (4)

เรื่องที่เก่ากว่า